GM ผู้ผลิตรถยนต์ที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ

เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ “จีเอ็ม”(GM) ผู้ผลิตรถยนต์ที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ โดยเมื่อปีที่แล้วเพิ่งจะฉลองครบ 100 ปี ไปหมาดๆ พร้อมกับการเป็นเจ้าของตำแหน่ง ผู้ผลิตที่มียอดขายทั่วโลกมากเป็นอันดับ 1 มาอย่างยาวนานถึง 76 ปี แต่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ณ วันนี้ จีเอ็ม ได้เข้าสู่กระบวนการขอล้มละลายและพิทักษ์ทรัพย์เรียบร้อยโรงเรียนมะกัน ก่อนจะมาถึงวันนี้เรามาย้อนดูกันสักนิดว่า จีเอ็มเริ่มต้นมาอย่างไรและต้องผ่านอะไรมาบ้าง

วิลเลียม คราโป ดูแรนท์ (William Crapo Durant)  ผู้ก่อตั้ง จีเอ็ม
วิลเลียม คราโป ดูแรนท์ (William Crapo Durant) ผู้ก่อตั้ง จีเอ็ม

GM เริ่มต้นขึ้น โดยการนำของ วิลเลียม คราโป ดูแรนท์ (William Crapo Durant) เจ้าของบริษัทผลิตรถม้า ดูแรนท์ ดอร์ท แคร์ริเอจ (Durant-Dort Carriage Company) ได้เข้ามาถือครองบริษัทรถยนต์บิวอิก (Buick) พร้อมก่อตั้งบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors Company) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1908 ซึ่ง บิวอิก ก็คือ แบรนด์แรกที่เข้ามาอยู่ในเครือจีเอ็ม ก่อนที่ดูแรนท์จะเริ่มรวบรวมบริษัทรถยนต์อื่นๆ เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของจีเอ็ม

ช่วงแรกเริ่มของการก่อตั้ง เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมปานี อยู่ในสภาพที่ต้องเร่งรีบในการขยายกิจการ มีการรวบรวมรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ เข้ามาสู่ชายคาจีเอ็มอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีการกู้เงินธนาคารมาซื้อกิจการของคนอื่น ซึ่งหนทางดังกล่าวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

แบรนด์ที่ 2 ที่ถูกควบรวมคือ โอลด์สโมบิล (Oldsmobile) โดยบริษัท โอลด์ส มอเตอร์ เวิร์ค (Olds Motor Works) ขายหุ้นทั้งหมดให้กับจีเอ็ม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1908

การควบรวมกิจการรถยนต์ของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในกลางปี 1909 จีเอ็มขยายตัวอย่างมาก มีการเข้าซื้อหุ้นครึ่งหนึ่งของ บริษัท โอ๊คแลนด์ มอเตอร์ คาร์ (Oakland Motor Car) (แต่ต้องใช้เวลาถึง 23 ปี กว่าจะซื้อหุ้นของโอ๊คแลนด์ มอเตอร์ คาร์ ได้ทั้งหมด และเปลี่ยนชื่อเป็น “พอนติแอค” (Pontiac) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “ปอนเตี๊ยก”)

จากนั้น คาดิลแล็ค (Cadillac) เป็นสมาชิกรายที่สี่ของจีเอ็ม ในปี 1909 เช่นกัน เมื่อ เฮนรี เอ็ม เลแลนด์ (Henry M Leland) ขายกิจการ บริษัท คาดิลแล็ค ออโตโมบิล (Cadillac Automobile Company) แลกกับจำนวนเงิน 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งชื่อรถยนต์ Cadillac มาจากการตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับ เลอซิเออร์ อองตัวน เดอ ลา มอธ คาดิลแล็ค (Le Sieur Antoine de la Mothe Cadillac) ผู้ก่อตั้งเมืองดีทรอยท์

ตึกของจีเอ็มในยุคก่อน
ตึกของจีเอ็มในยุคก่อน

ต่อมา จีเอ็มเข้าซื้อกิจการของบริษัท แรพิด มอเตอร์ วีฮีเคิล (Rapid Motor Vehicle Company) จากเมืองพอนติแอค มลรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ GMC ในปัจจุบัน และบริษัทรถบรรทุก รีไลแอนซ์ มอเตอร์ (Reliance Motor Truck Co.) จากเมืองโอวอสโซ (Owosso) โดยแรพิดเป็นรถบรรทุกรายแรกที่สามารถพิชิตเข้า Pikes Peak ได้ในปี 1909 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ วิลเลียม ดูแรนท์ ได้พบกับนักแข่งรถชื่อดังแห่งยุค เชื้อสายสวิส นาม หลุยส์ เชฟโรเลต (Louise Chevrolet) เพื่อร่วมกันสร้างรถยนต์ออกขายในราคาถูก

อย่างไรก็ตาม การรวบรวมแบรนด์ต่างๆ ของ วิลเลียม ดูแรนท์ ที่มาจากการกู้เงินและใช้สินเชื่อของธนาคาร เพื่อมาซื้อกิจการ โดยหวังจะบริหารให้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ดูแรนท์คิด ทำให้ธนาคารต้องก้าวเข้ามารวบอำนาจในการบริหารบริษัทเพื่อช่วยพยุงไม่ให้จีเอ็มล้มละลาย ส่งผลให้ วิลเลียม ดูแรนท์ ต้องวางมือจากการบริหารจีเอ็มทั้งหมด ในปี 1910 เท่านั้น หรือเพียง 2 ปีนับจากก่อตั้งบริษัทฯ

แต่ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและความหลงใหลในกิจการรถยนต์ของ ดูแรนท์ จึงทำให้เขายังวนเวียนอยู่กับวงการรถยนต์ โดยหวังว่าวันหนึ่งเขาจะกลับไปนั่งแท่นบริหารงานในจีเอ็มอีก และหลังจากนั้น 6 ปี วิลเลียม ดูแรนท์ กลับขึ้นไปเป็นประธานบริษัทกุมบังเหียนจีเอ็มอีกครั้ง

ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ของ ดูแรนท์ เขาต้องขอบคุณ รถยนต์เชฟโรเลต (แบรนด์ที่ตั้งให้เป็นเกียรติกับ หลุยส์ เชฟโรเลต) ที่ทำให้เขาสามารถคืนสู่ตำแหน่งเดิมในจีเอ็มได้อีกครั้ง ด้วยจุดเริ่มต้นในปลายปี 1911 วิลเลียม ดูแรนท์,หลุยส์ เชฟโรเลต, วิลเลียม ลิตเติล และเอ๊ดวิน แคมเบล ร่วมกันก่อตั้งบริษัทรถยนต์เชฟโรเลต ขึ้นในมิชิแกน โดยใช้ชื่อว่า Chevrolet Motor Company of Michigan

ดูแรนท์ที่ยังมุ่งมั่นในการกลับไปทวงอำนาจในจีเอ็ม เขาก่อตั้งบริษัทรถยนต์ เชฟโรเลต แห่ง เดลาแวร์ Chevrolet Motor Company of Delaware และนำไปรวมกิจการกับบริษัทหลัก เชฟโรเลตในมิชิแกนเข้าไว้ด้วยกันในปี 1915

ตึกสำนักงานใหญ่ของจีเอ็มในเมืองดีทรอยต์ที่เป็นสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของจีเอ็ม
ตึกสำนักงานใหญ่ของจีเอ็มในเมืองดีทรอยต์ที่เป็นสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของจีเอ็ม

หลังจากประสบความสำเร็จในการขายรถยนต์ภายใต้แบรนด์ เชฟโรเลต ทำให้ดูแรนท์มีเงินสดมากพอ เขาจึงตัดสินใจเดินหน้าซื้อหุ้นจีเอ็มเพิ่มเติมครั้งมโหฬาร (และได้รับเงินปันผลถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น) เพียงปีเดียวดูแรนท์ก็ทวงความยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ พร้อมประกาศว่า เชฟโรเลตได้ถือหุ้นของจีเอ็มมากถึง 54.5 % นั่นทำให้เขาได้กลับเข้าสู่ตำแหน่งประธาน (President) ของจีเอ็มอีกครั้ง ด้วยแรงหนุนอย่างดีจาก บริษัท ดูปองด์ นับเป็นหนึ่งในสงครามการแย่งชิงกิจการที่ต้องจดจำของแวดวงธุรกิจสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้เพียงช่วงเวลาไม่นาน ดูแรนท์ ก็ต้องหลุดจากจีเอ็มอีกครั้ง หลังจากการออกรถรุ่นใหม่ประสบความล้มเหลว แต่คราวนี้ถือเป็นสิ่งที่ดี เมื่อจีเอ็มได้มือดีเข้ามากอบกู้กิจการจนสามารถก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลกในเวลาต่อมา โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดอยู่ในราวต้นทศวรรษที่ 80 ซึ่งจีเอ็มมีพนักงานถึง 3.5 แสนคน และมีโรงงานประกอบรถยนต์กว่า 150 แห่ง

จีอ็ม มีแบรนด์รถยนต์ในเครือทั้งหมด 13 แบรนด์ ได้แก่ Buick, Cadillac, Chevrolet, GMC, GM Daewoo, Opel, Vauxhall, Holden, Hummer, Pontiac, Saab, Saturn และ Wuling โดยมีพนักงานรวมกันทั้งสิ้นราว 2.52 แสนคนทั่วโลก

หลังจากผ่าน 1 ศตวรรษแห่งความยิ่งใหญ่ที่จีเอ็มรวบรวมแบรนด์ต่างๆ ไว้มากมาย จีเอ็มก็หวนกลับคืนสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง หลังจากการขอล้มละลายและเข้าสู่กระบวบการพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการดังกล่าวแล้ว จีเอ็ม จะมีสภาพเป็นอย่างไร เหลือแบรนด์ อะไรอยู่ในครอบครองบ้าง และจะยังคงความยิ่งใหญ่อยู่หรือไม่ เราคงต้องติดตามดูต่อไป

ปัจจุบันจีเอ็มเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก มีพนักงานประมาณ 340,000 คน แต่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2552 ทางบริษัทก็ได้มีการปิดโรงงานและปลดพนักงานออกจำนวนมากในหลายประเทศ

เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย GM

เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ก่อตั้งและเริ่มดำเนินการในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2543 การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทจีเอ็มในประเทศไทย ประกอบด้วยศูนย์การผลิตยานยนต์ จีเอ็ม ประเทศไทย ศูนย์การผลิตเครื่องยนต์จีเอ็ม เพาเวอร์เทรน ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย

กลุ่มผลิตภัณฑ์ของจีเอ็ม ประเทศไทยได้รับการพัฒนา เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มของตลาด ได้แก่
โคโลราโด (รถกระบะ) และเทรลเบลเซอร์ (รถอเนกประสงค์) ภายใต้แบรนด์เชฟโรเลตรถกระบะและรถอเนกประสงค์ คือ หัวใจของการดำเนินกลยุทธ์ในประเทศไทย จีเอ็มเดินหน้าให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า การเปลี่ยนแปลงของตลาด และความยั่งยืนในระยะยาว

ศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทยในจังหวัดระยองเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาคที่ดำเนินการผลิตรถกระบะและรถอเนกประสงค์สำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์เชฟโรเลตและโฮลเด้น โดยศูนย์การผลิตดังกล่าวผลิตรถยนต์คุณภาพมากกว่า 1.3 ล้านคัน ในปี พ.ศ. 2543  พร้อมได้รับรางวัลมากมาย โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และการจัดการความปลอดภัย นอกจากนี้ จีเอ็มยังเป็นบริษัทรถยนต์รายแรกในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐาน ISO 50001 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ
จีเอ็มในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต

รถกระบะและรถอเนกประสงค์ที่ผลิตจากศูนย์การผลิตจีเอ็มในจังหวัดระยองอย่างโคโลราโดและเทรลเบลเซอร์ มีการส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ รถทั้งสองรุ่นยังได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลรถยอดเยี่ยมประจำปี 2561 ซึ่งเป็นครั้งที่ 5 ที่ได้รับรางวัลนี้

จีเอ็มให้ความสำคัญต่อความยั่งยืนและได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะคืนประโยชน์กลับสู่สังคมที่จีเอ็มดำเนินธุรกิจอยู่ โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย จีเอ็มและเชฟโรเลต ประเทศไทยปรับเปลี่ยนการดำเนินงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการดำเนินการที่จะบรรลุผลสำเร็จตามวิสัยทัศน์ของจีเอ็มในการพัฒนาโลกในอนาคตให้อุบัติเหตุเป็นศูนย์ ไร้มลพิษ และปราศจากความแออัด

ที่มา mgronline.com chevrolet.co.th

อ่านต่อ majles8.com

MERCEDES-BENZ ประวัติศาสตร์รถคันแรกของโลก

MERCEDES-BENZ หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า เบนซ์ เป็นรถยนต์คุณภาพเยี่ยมอีกยี่ห้อหนึ่ง จากเยอรมันที่ สัญลักษณ์ของรถยี่ห้อนี้ เป็นรูปดาวสามแฉกล้อมรอบด้วยวงกลม ซึ่งผู้ผลิตรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ บริษัท ไดมเลอร์-เบนซ์ เอจี ( DAIMLER-BENZ AG) แห่งเยอรมนี เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เก่าแก่ ถือกำเนิดในปี 1926

โดยเป็นผลลัพธ์จากการรวมตัวของผู้ผลิตรถยนต์สองรายที่มีบทบาทอย่างสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ยุคบุกเบิก คือ บริษัท Daimler Motorengesells- Chaft ซึ่ง โกทท์ลีบ ไดมเลอร์ (Gottlieb Daimler) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ผู้ประดิษฐ์รถยนต์สี่ล้อคันแรกของโลก ก่อตั้งเมื่อปี 1890 กับบริษัท Benz & Cie ของคาร์ล เบนซ์ (Carl Benz)

ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกที่ผลิตรถยนต์ออกจำหน่าย และขณะที่รวมกิจการเข้าด้วยกันโกทท์ลีบ ไดมเลอร์ได้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 10 ปี

โกทท์ลีบ ไดมเลอร์ (Gottlieb Daimler)คาร์ล เบนซ์ (Carl Benz)

ดวงดาวที่ส่องนำทางนักขับทั่วโลก

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เกิดสภาวะเงินเฟ้อ และการค้าตกต่ำ โดยเฉพาะการขายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่นรถยนต์ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ ได้รับผลกระทบไปด้วย เหลือแต่เพียงบริษัทที่มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีโอกาสอยู่รอด

บางบริษัทจึงจำเป็นต้องควบรวมกิจการ หรือไม่ก็ต้องหาพันธมิตรทางการค้า ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทซึ่งเคยเป็นคู่แข่งกันมาก่อนอย่างดีเอ็มจี และเบนซ์ & ซี จึงได้ควบรวมกิจการกันในปี ค.ศ.1924 เพื่อการปรับมาตรฐานการออกแบบและการผลิต

รวมทั้งความร่วมมือในการจัดซื้อ จัดจำหน่าย และโฆษณา เพื่อให้ยังคงยืนหยัดอยู่ในสถานการณ์นั้นได้

อย่างไรก็ดี ทั้งสองบริษัทยังคงใช้เครื่องหมายการค้าคนละแบบ แม้จะมีความร่วมมือในการด้านการตลาดสองปี ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1926 บริษัทรถยนต์เก่าแก่ทั้งสองรายจึงได้รวมเป็นบริษัทเดียวกันภายใต้ชื่อ ไดมเลอร์-เบนซ์ เอจี

ด้วยเหตุนี้จึงมีการออกแบบเครื่องหมายการค้าใหม่ขึ้นมา โดยนำเอาลักษณะเด่นในสัญลักษณ์ของทั้งสองมาใช้ ดาวสามแฉกอันเลื่องชื่อของดีเอ็มจีจึงถูกล้อมรอบด้วยชื่อ เมอร์เซเดส และเบนซ์ ซึ่งลือลั่นไม่แพ้กัน โดยมีช่อชัยพฤกษ์เป็นตัวเชื่อมเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนี้

ยังคงประทับอยู่บนรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นสัญลักษณ์แทนคุณภาพและความปลอดภัยบนท้องถนนทุกหนแห่ง อีกทั้งชื่อ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ยังกลายเป็นสามัญที่ทั่วโลกหมายถึงแบบฉบับนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งมีความเป็นมาอันยาวนาน

วิลเฮล์ม มายบัค (Wilhelm Maybach)

ส่วนชื่อ เมร์เซเดส (Mercedes) ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อรถนั้น มีจุดเริ่มต้นในปีที่โกทท์ลีบ ไดมเลอร์ถึงแก่กรรมเมื่อ วิลเฮล์ม มายบัค (Wilhelm Maybach) ผู้สืบทอดกิจการจากโกทท์ลีบ

ไดมเลอร์ได้ตั้งขื่อรถขนาด 35 แรงม้า ที่ส่งเข้าแข่งขันและได้รับชัยชนะที่เมืองนีศ ในประเทศผรั่งเศสว่า “เมอร์เซเดส” ตามชื่อธิดาคนโตของเอมิล เจลลิเนค (Emil Jellnek) นายธนาคารชาวออสเตรียซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถให้แก่ไดมเลอร์ในขณะนั้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ชื่อเมอร์เซเดส ก็ได้กลายเป็นชื่อทางการค้าของไดมเลอร์ ครั้นเมื่อรวมกิจการเข้ากับเบนซ์ในอีก 26 ปีต่อมา รถที่ผลิตออกจำหน่ายจากบริษัทใหม่นี้ก็ยังคงใช้ชื่อ “เมอร์เซเดส-เบนซ์”

และใช้เครื่องหมายดาวสามแฉกล้อมรอบด้วยวงกลมเป็นสัญลักษณ์ติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน ไดมเลอร์-เบนซ์ นับเป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ที่สามารถประยุกต์ขบวนการผลิตแบบ Mass Production หรือ “มวลผลิต” เข้ากับการผลิตรถระดับหรู หรือ EXOTIC CAR ในปัจจุบันไดมเลอร์-เบนซ์ มีฐานะเป็นบริษัทอุตสาหกรรมที่มียอดขายสูงสุดของเยอรมนี

ในปี 1990 ไดมเลอร์-เบนซ์ ทำยอดขายได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท และนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1989 เป็นต้นมา เดมเลอร์-เบนซ์ ได้แยกกิจการผลิตรถยนต์ออกเป็นบริษัทเอกเทศมีชื่อว่าบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี (MERCEDES-BENZ AG) บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นใหม่นี้ มีฐานะเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสองของเยอรมนี ในปี 1990

เมร์เซเดส-เบนซ์ผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดรวมทั้งสิ้น 574,395 คันและมีรายได้จากการขายรถยนต์นั่งรวมทั้งสิ้นประมาณ 568,000 ล้านบาท ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีโรงงานในเยอรมนีรวม 11 โรง มีบริษัทสาขารวม 43 บริษัท มีพนักงานในเยอรนีมากกว่า 182,000 คน และมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 235,000 คน

ชื่อบริษัท: เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี (MERCEDES-BENZ AG)
ก่อตั้ง: ค.ศ. 1926
สำนักงานใหญ่: MERCEDESSTRASSE 136, 7000 STUTTGART 60, GERMANY,
ประธานบริษัท: ศาสตราจารย์ ดร.เวร์เนร์ นีฟเฟร์ (Prof.Dr.Werner Niefer)

ที่มา www.grandprix.co.th

อ่านต่อ majles8.com

McLaren สู่การสร้างรถสปอร์ตที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา

เรื่องราวของ บรูซ แม็คลาเรน นักแข่งรถฟอร์มูล่าวันชาวนิวซีแลนด์ ต้นกำเนิด ซูเปอร์คาร์ ” Mclaren” ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
สุดยอดตำนานนักแข่งแม็คลาเรน สู่การสร้างรถสปอร์ตที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา  ผลิตจำนวน 106 คันเท่านั้น ความยิ่งใหญ่ของมันได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นรถที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก
คำสอนของ แม็คลาเรน ” เราควรเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราชอบและถนัดที่สุด

เรื่องราวเริ่มต้นของMcLarenจากนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันชาวนิวซีแลนด์ นามว่า บรูซ แม็คลาเรน ได้จัดตั้งทีมแม็คลาเรน มอเตอร์ เรซซิ่ง ขึ้นในปี 1963 เดิมทีเขาเป็นนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันให้กับทีมสัญชาติอังกฤษที่ชื่อคูเปอร์ โดยบรูซ เป็นนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ได้แชมป์โลกในฐานะผู้ขับ 8 ครั้ง และทีมผู้สร้าง 12 ครั้ง

"McLaren"

บรูซ แม็คลาเรน ผู้จัดตั้งทีมแม็คลาเรน มอเตอร์ เรซ

ในปี 1968 ทีมประสบความสำเร็จได้แชมป์แรกจาก รายการเบลเยี่ยม กรังด์ปรีซ์ แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือ Can-am (The Canadian-American Challenge Cup) โดยครองความสำเร็จในช่วง 1967-1971 แต่บรูซไม่อาจเห็นความสำเร็จของทีมในปี 1971 เพราะเขาได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุในระหว่างการทดสอบรถ ในปี 1970 และด้วยความสำเร็จของทีมทำให้ในปี 1974 ทีมได้ฟิลิปมอริส (แบรนด์ขายบุหรี่สัญชาติอเมริกา) มาเป็นผู้สนับสนุนระยะยาว

จากสุดยอดตำนานนักแข่งแม็คลาเรน สู่แม็คลาเรน เอฟวัน

ปี 1981 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อ โรนัล เดนนิส McLarenนักธุรกิจชาวอังกฤษได้เข้าจัดการรวมทีมแม็คลาเรนในโปรเจค โฟร์ เรซซิ่ง โดยเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมจากนั้นก็ซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อเข้าควบคุมทีมทั้งหมด ในช่วงนั้นแม็คลาเรนใช้เครื่องยนต์จากปอร์เช่และฮอนด้า ด้วยขุมพลังของรถรวมกับยอดนักขับอย่าง

ไอเออร์ตัน เซนน่า และอลาน พรอส ทำให้แม็คลาเรนก็ได้ส่วนผสมที่ลงตัว พวกเขาพลาดแชมป์เพียงรายการเดียวจากทุกรายการที่ลงแข่งในปี 1988 แต่พอเข้ากลางปี 1990 ก็เกิดปัญหา เมื่อฮอนด้าได้ถอนตัวออกจากฟอร์มูล่าวัน

"McLaren"

โรนัล เดนนิส นักธุรกิจชาวอังกฤษที่ได้เข้าจัดการรวมทีมแม็คลาเรนในโปรเจค โฟร์ เรซซิ่ง

ปี 1988McLarenตัดสินใจที่จะขยับขยายจากรถฟอร์มูล่าวัน มาเป็นรถสปอร์ตภายใต้ความตั้งใจที่ว่าจะสร้างรถสปอร์ตที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ด้วยการร่วมมือร่วมแรงจากทุกฝ่ายโดยมีนายกอร์ดอน เมอร์เรย์ เป็นหัวหน้าโปรเจกต์ร่วมกับนายปีเตอร์ สตีเฟนส์ จึงเกิดเป็นรถแม็คลาเรน เอฟวัน ขึ้นในปี 1993 เรียกว่าเป็นรุ่นชูโรงของค่าย มีลักษณะเป็นรถสปอร์ต 2 ประตู คูเป้ 1+2 ที่นั่ง ซึ่งคนขับจะนั่งบังคับรถอยู่ตรงกลางให้อารมณ์เหมือนขับรถฟอร์มูล่าวัน

และมีอีก 2 ที่นั่งอยู่ข้างหลัง รุ่นนี้มีสายการผลิตสั้นๆแค่ปี 1993-1998 จำนวน 106 คันเท่านั้น ความยิ่งใหญ่ของมันได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นรถที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก ในวันที่ 31 มีนาคม 1998 ด้วยความเร็ว 386.4 กม./ชม.

แม็คลาเรน สอนให้เรารู้ว่า เราควรเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราชอบและถนัดที่สุด

อย่าง บรูซ แม็คลาเรน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนพัฒนารถให้ออกมาวิ่งในท้องถนน แต่เขาก็เป็นต้นกำเนิดของชื่อแม็คลาเรน รถสปอร์ตและทีมแข่งที่มีพื้นฐานจากฟอร์มูล่าวันรวมกับเครื่องยนต์ของบริษัทอื่น ทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียวเฉกเช่น บรูซ ที่เป็นนักขับรถฟอร์มูล่าวัน รวมถึงโรนัล เดนนิส ก็มีทั้งพื้นฐานความชื่นชอบในฟอร์มูล่าวันและความเป็นนักธุรกิจ เมื่อทั้ง 2 อย่างรวมกันบวกกับทีมงานคุณภาพ มันจึงออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่สมกับความมุ่งมั่นแต่แรกที่ว่า

เราจะสร้างรถสปอร์ตที่ดีที่สุดที่โลกเคยมีมา ซึ่งสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงความเป็นที่สุดในรถสปอร์ตคงต้องยกให้กับราคาเสนอขายตัวถัง รถแม็คลาเรน เอฟวัน หมายเลข 006 ในงานประมูลที่เพบเบิลบีช ปี 2003 เป็นตัวช่วยยืนยัน เพราะราคาที่เสนอขายในงานวันนั้นคือ 8.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือคิดเป็นเงินไทยราว 254 ล้านบาทนั่นเอง 

 

แม็คลาเรน เอฟ1
(McLaren F1)
1996 McLaren F1.jpg
รถที่เร็วที่สุดในโลก ในปี 1993-2003 ที่ความเร็ว 389 กม./ชม.[1]
  • คูเป้
แม็คลาเรน 12ซี
(McLaren MP4-12C)
Mclaren mp4-12c goodwood festival of speed 2010.jpg
เป็นรถที่จำหน่ายเป็นหลัก รุ่นแรกของแม็คลาเรน
  • คูเป้/โรสเตอร์
แม็คลาเรน พี1
(McLaren P1)
2013-03-05 Geneva Motor Show 7846.JPG
ซูเปอร์คาร์ที่ราคาสูงสุดของแม็คลาเรน ในขณะนี้
  • คูเป้
แม็คลาเรน เซนนา
(McLaren Senna)
Geneva International Motor Show 2018, Le Grand-Saconnex (1X7A0404).jpg
ซูเปอร์คาร์ที่ราคา750,000 ปอนด์ ของแม็คลาเรน มีแค่ 500 คันในขณะนี้
  • คูเป้
แม็คลาเรน 650เอส
(McLaren650S)
2015 McLaren 650S Spider, carbon fiber pack.jpg
เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมาเพื่อแทนรุ่น 12ซี
  • คูเป้/โรสเตอร์
แม็คลาเรน 720เอส
(McLaren720S)
Mclaren 720S PA280973-PSD.jpg
เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมาเพื่อแทนรุ่น 650 เอส, 675 ลองเทล
  • คูเป้/โรสเตอร์
แม็คลาเรน 570เอส
(McLaren570S)
McLaren 570S 1.jpg
รุ่นที่พัฒนามาเพื่อเป็นคู่แข่งของ ปอร์เช่ 911
  • คูเป้/โรสเตอร์
แม็คลาเรน 600แอลที
(McLaren6000LT)
McLaren 600LT Spider MSO Genf 2019 1Y7A5301.jpg
รุ่นที่พัฒนามาเพื่อเป็นคู่แข่งของ ปอร์เช่ 911
  • คูเป้/โรสเตอร์
แม็คลาเรน จีที
(McLarenGT)
McLaren Gran Tourer (2).jpg
รุ่นที่พัฒนามาเพื่อเป็นคู่แข่งของ ปอร์เช่ 911แอสตัน มาร์ติน ดีบี11 และ เฟอรรารี่ พอร์โตฟีโน่
  • คูเป้

แม็คลาเรน สปีดเทล
(McLaren
Speedtail)

McLaren Speedtail Genf 2019 1Y7A5636.jpg
เป็นซูเปอร์คาร์รุ่นที่พัฒนาต่อมาเพื่อแทนรุ่น เอฟ1 มีแค่ 106 คันในขณะนี้
  • คูเป้

ที่มา www.moneybuffalo.in.th

อ่านต่อ majles8.com

Nissan GT- R Nismo 2020 าคาเริ่มต้นที่ 175, 995 ปอนด์

Nissan GT- R Nismo 2020  ได้ประกาศเปิดราคาอย่างเป็นทางการในประเทศอังกฤษ สนนราคาเริ่มต้นที่ 175, 995 ปอนด์ หรือราวๆ 6.7 ล้านบาท ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายแล้วในประเทศอังกฤษ 

ii

2020 Nissan GT- R Nismoมาพร้อมการอัพเกรดใหม่ โดยใช้วัสดุจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่มากขึ้น เช่น กันชนหน้า สปอยเลอร์หน้า สเกิร์ตข้าง ฝากระโปรง หลังคา ฝากระโปรงท้าย เพิ่มความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยสีดำ ซึ่งการตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์จะทำให้น้ำหนักตัวรถเบาลง

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงท่อไอเสียไทเทเนียมใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ด้านช่วงล่างใช้โช้คอัพ Bilstein DampTronic สามารถลดแรงกระเเทกได้ถึง 20 % และลดแรงอัด 5% เสริมชุดดิสก์เบรกแบบ Carbon-Ceramic ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

fg

2020 Nissan GT- R Nismoขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุ 3.8 ลิตร เพิ่มความแรงกว่าเดิมด้วยการติดตั้งชุดเทอร์โบของ Nissan GT- R NismoGT3 race ให้กำลัง 600 แรงม้า แรงบิด 652 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังได้ใช้เกียร์อัตโนมัติแบบดูอัลคลัทช์ 6 สปีด

pp

คาดว่าอีกไม่นานเกินรอสำหรับ 2020 Nissan GT- R Nismoที่จะเปิดเผยราคาในไทย คงต้องรอติดตามกันต่อไปในอนาคต

 Nissan GT-R NISMO
 Nissan GT-R NISMO

Nissan GT-R NISMO ตัวปรับปรุงเป็นรถยนต์ใหม่ 2020 ที่ได้เปิดโฉมตัวจริงมาแล้วที่งาน New York Motor Show 2019 เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้บุกตลาดที่ประเทศอังกฤษเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าก็อตซิลล่าแต่งองค์มาในสไตล์นิสโม่นั้น

มีการปรับปรุงทั้งเรื่องสมรรถนะและความหล่อ โดยเครื่องยนต์ยังคงเป็นบล็อกเดียวกันกับรุ่นปกติ คือเครื่องยนต์เบนซิน 3.8 ลิตร Turbo แต่ตัวหอยโข่งนั้นถูกปรับใหม่ให้เป็นตัวเดียวกันกับของรถแข่ง Nissan GT-R GT3 เลยทำให้สามารถขับพลังได้สูงถึง 592 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 652 นิวตันเมตร และมีการตอบสนองต่อคันเร่งได้ดีกว่าเก่า

ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Dual-Clutch ที่ถูกปรับแต่งการทำงานให้ดุดันแต่ใช้งานได้ง่ายขึ้น ส่งกำลังไปล้อทั้ง 4 ปรับระบบท่อไอเสียแบบ Titanium ใหม่ รวมทั้งปลายท่อผลิตจากมือ

 Nissan GT-R NISMO
 Nissan GT-R NISMO

Nissan GT-R NISMO เพิ่มความมั่นใจด้วยดิสก์เบรก Carbon-ceramic จับหยุดพลังแรงด้วยคาลิปเปอร์ของ Brembo, ช่วงล่างปรับให้มีความแน่นขึ้นด้วยชุดจาก Bilstein ตัวล่าสุด, ล้อแม็กซ์อัลลอยขนาด 20 นิ้วของ RAY พร้อมชุดยางแบบใหม่จาก Dunlop ที่นิสสันบอกว่า จะช่วยให้การเข้าโค้งทำได้มั่นใจกว่าเดิม และพวงมาลัยตอบสนองได้ดีและแม่นยำ

ตัวชุด Aerodynamics ชุดใหม่ที่ผลิตมาจาก Carbon fiber ติดเข้าไปทั้งสเกิร์ตด้านข้าง ฝากระโรงหน้า หลังคา และฝาท้าย ลดน้ำหนักตัวรถให้น้อยลง ติดช่องระบายลมที่แถวแก้มด้านหน้าทั้ง 2 ข้าง คล้ายกับ Nissan GT-R GT3 ที่จะช่วยเรื่องระบายความร้อนภายในฝากระโปรงและช่วยกดตัวรถในช่วงความเร็วสูง

 Nissan GT-R NISMO
 Nissan GT-R NISMO

ส่วนภายในของ Nissan GT-R NISMOรถยนต์ใหม่ 2020 เบาะจะเป็นคาร์บอน-ไฟเบอร์หุ้มด้วยหนัง Alcantara ทรงสปอร์ต ลดน้ำหนักลงได้ 1.4 กิโลกรัม/ตัว มีการปรับทรงใหม่ให้ตรงช่วงไหล่กว้างและหนากว่าเดิม เพื่อรองรับแรงเหวี่ยงจากการเข้าโค้งแรงได้ดีกว่าเดิม

 Nissan GT-R NISMO
 Nissan GT-R NISMO

GT-R GT3 รุ่นปี 2020 ยังใช้ล้ออลูมิเนียมฟอร์จของ RAYS ขนาด 20 นิ้วที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง หุ้มด้วยยางสมรรถนะสูงของ Dunlop หน้ากว้างกว่ารุ่นก่อนหน้าเพิ่มผิวสัมผัสกับพื้นถนนมากขึ้น 11% ส่วนช่วงล่างได้รับการอัพเดทใหม่เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่มีความแม่นยำมากขึ้น ระบบเบรกเป็น Brembo ดิสก์คาร์บอนเซรามิกขนาดยักษ์ 410 มม. ที่ด้านหน้าและ 390 มม. ที่ด้านหลัง

ฮิโรชิ ทามูระ หัวหน้าฝ่ายพัฒนา GT-R กล่าวว่า “เราสร้าง 2020 GT-R Nismo สำหรับลูกค้าที่ต้องการขับขี่ในสนามแข่งและบนถนนทั่วไป เรามุ่งเน้นที่การจัดการความสมดุลไม่ใช่แค่ตัวเลขแรงม้าอย่างเดียว จึงยกระดับยนตรกรรมภายใต้แบรนด์ Nismo ให้ดีขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ แฮนดลิ่ง เบรก และแอโรไดนามิก”

ที่มา autostation.com www.autodeft.com auto.mthai.com

อ่านต่อ majles8.com

Aprilia RS 660 จากขุมพลัง V4 ให้เหลือเพียง 2 สูบเรียง

aprilia-rs660-concept (1)

Aprilia RS 660 จักรยานแนวคิดที่ Aprilia เปิดตัวที่ 2018 EICMA นับว่าน่าสนใจมากขึ้นกับสิ่งที่แสดงให้เห็นใน RS 660 Concept สปอร์ตไบค์ขนาดกลางจากแบรนด์พรีเมียมอิตาลี ที่เชี่ยวชาญในมอเตอร์ไซค์พิกัดใหญ่

aprilia-rs660-concept (2)

Aprilia RS 660Concept มีการใช้วัสดุอลูมิเนียมเป็นวัสดในการผลิตสวิงอาร์ม ด้านขวาของเครื่องยนต์ตีท่อออกมาเพื่อรองรับระบบไอเสีย ด้านหน้าติดตั้งเบรค Brembo พร้อมดิสก์เบรคคู่ ส่วนระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบหัวกลับ Öhlins และด้านหลัง Öhlins เสริมความพรีเมียมอีกเท่าตัวด้วยล้อฟอร์จ

aprilia-rs660-concept (3)
aprilia-rs660-concept (4)

เอกลักษณ์เด่นของเจ้า RS 660 Concept จะเป็นเจ้า winglets ปีกที่ติดอยู่ด้านหน้าที่จะช่วยในการจัดระบบอากาศพลศาสตร์ดียิ่งขึ้น แถมยังปรับระดับได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเห็นครั้งแรกในรุ่น RSV4 1100 Factory RR แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะเข้ามาอยู่ในเวอร์ชั่นผลิตจริงหรือไม่

aprilia-rs660-concept (5)

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคงเป็นเครื่องยนต์ของ RS 660 Concept ย่อความจุกระบอกสูบจากขุมพลัง V4 ให้เหลือเพียง 2 สูบเรียง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องแปลกในการสร้างเครื่องยนต์ขนาดเล็กจากขุมพลังที่ใหญ่กว่า แต่เรื่องนี้คงไม่ได้เป็นสาระสำคัญเท่ากับที่ทางค่ายได้วางแผนขยายตลาดรุกกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง

aprilia-rs660-concept

หากเจ้า Aprilia RS 660เข้ามาทำตลาดในคลาสมิดเดิ้ลเวทจริงๆ คงต้องมาวัดกับคู่แข่งอย่าง Honda CBR650F, Kawasaki Ninja 650 และ Yamaha YZF-R6 เป็นการแข่งขันช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดรุนแรงแน่นอน ซึ่งแบรนด์อิตาลีรายนี้จัดว่าเป็นอีกหนึ่งฝันของนักบิดหลายคนที่อยากครอบครอง และอาจจะทำให้ทาง Aprilia สามารถดึงลูกค้ามาเป็นของตัวเองได้มากขึ้น

          เปิดตัวเป็นที่เรียบกับซูเปอร์สปอร์ตน้องใหม่ไฉไลสุดจากค่าย Aprilia อย่าง Aprilia RS 660ที่ได้ทำการเปิดตัวเผยโฉมความหล่ออย่างเป็นที่การที่งาน EICMA Motorcycle Show 2019 จากที่แฟนๆหลายคนได้รอคอยสุดหล่อคันนี้มาอย่างใจจดใจจ่อ ครั้งนี้เราจะมาชมสเปคแบบคร่าวๆของ Aprilia RS 660กันครับ

          Aprilia RS 660คือรถซูเปอร์สปอร์ตจากทางค่าย Aprilia ที่เป็นน้องใหม่ในคลาส 600 จากทางค่าย ที่มาพร้อมการดีไซน์ในรูปแบบเส้นสายอิตาเลี่ยนพร้อมผสานขุมพลังความและเทคโนโลยีที่ถ่ายโอนมาจากรุ่นพี่ใหญ่อย่าง Aprilia RSV4 เริ่มที่เครื่องยนต์ที่ใช้พื้นฐานของ Aprilia RSV4 โดยการลดทอนสเปคลงครึ่งนึงจากเครื่องยนต์ V4 4 ลูกสูบ เหลือเพียง 2 ลูกสูบเรียงแทน และให้พละกำลังสูงสุดที่ 100 แรงม้า ควบคู่กับเทคโนโลยีจากสนามแข่งไม่ว่าจะเป็นระบบตรวจจับองศาการเอียงของตัวรถผ่านเซนเซอร์ประมวลผล IMU 6 แกน ,

ระบบ Cornering ABS ที่จะเข้ามาช่วยในการควบคุมระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้ง โดยจะทำงานร่วมกับเซนเซอร์ประมวลผล IMU 6 แกน , ระบบ Traction Control

 ที่จะทำหน้าที่ป้องกันล้อหมุนฟรี และที่ขาดไม่ได้กับ Quick Shifter แบบ Up-Down ไปเลย จัดหนักเทคโนโลยีต่อเนื่องด้วย Cruise Control ที่จะช่วยล็อคความเร็วจนไปถึงการเพิ่มลดความเร็ว

ที่ให้ความสะดวกสบายเมื่อขับขี่เดินทางแล้วเมื่อยมือ ตามด้วยโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับเซ็ทพละกำลังของตัวรถตามความเหมาะสมของผู้ใช้งาน และท้ายสุดกับหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว แถมยังสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์มัลติมิเดียวได้เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานร่วมกับตัวรถ

Aprilia ได้วางเป้าหมายบุกตลาดรถมอเตอร์ไซค์ในอเมริกาและเอเชีย ซึ่งมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มบิ๊กไบค์ขนาดกลาง ดังนั้น RS 660 นั้น จึงวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าจะบุกตลาดในเมืองไทยเราในอนาคตอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว RS V4 ในเมืองไทยนั้นได้รับการตอบรับจากคนไทยไม่ดีเท่าที่ควร

เพราะว่ามันมีราคาค่อนข้างแพงและแบรนด์ของ Aprilia (อะพริเลีย)นั้นดูเหมือนว่าคนไทยจะไม่เข้าถึงเท่าที่ควร เมื่อเปรียบเทียบกับ Ducati , Triumph หรือว่า BMW จะเห็นว่า Aprilia นั้นถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น RS 660Concept คันนี้แม้นจะมีโอกาสเป็นจริงได้ในอนาคต

แต่เรื่องราคาที่ค่อนข้างสูงบวกกับแบรนด์ Aprilia ในเมืองไทย ที่คนไทยยังนิ่งๆ ไม่สนใจเท่าที่ควรนั้น ต้องบอกเลยครับว่าโอกาสแจ้งเกิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

Aprilia RS 660 Concept พรีเมี่ยมซุปเปอร์สปอร์ตจากอิตาลี

สเปกเครื่องยนต์ของเจ้า RS 660 Concept คันนี้ก็ไม่ธรรมดาครับ เพราะย่อความจุกระบอกสูบจากขุมพลัง V4 ให้เหลือเพียง 2 สูบเรียง และเครื่องยนต์ 660 cc. รุ่นนี้มี 106 แรงม้า

และมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 160 กก. รูปลักษณ์ตัวรถเน้นความปราดเปรียว

เฟรมของตัวรถเป็นอลูมิเนียมอัลลอย รวมถึงสวิงอาร์มด้วยเช่นกัน ด้านขวาของเครื่องยนต์ตีท่อออกมาเพื่อรองรับระบบไอเสีย อัพไซน์ดาวน์หน้าเป็นของเออลินส์ (Ohlins) ดิสก์เบรกหน้าแบรมโบ้ (Brembo) พร้อมดิสก์เบรกคู่ 4 ลูกสูบต่อข้า

ง รวมถึงโช๊คหลังของเออลินส์ (Ohlins) ด้วยเช่นกัน ไม่มีกระเดื่องซับแรงสะเทือน เสริมความพรีเมียมอีกเท่าตัวด้วยล้อฟอร์จ

Aprilia RS 660 Concept พรีเมี่ยมซุปเปอร์สปอร์ตจากอิตาลี

จุดเด่นของ RS 660 คันนี้ก็คือชุดแฟริ่งหน้าที่มีการออกแบบระบบปีกแปรผันหรือแอโรไดนามิคให้ล้ำไปอีกระดับ โดยใช้ชื่อว่า Aprilia Active Aerodynamics หรือว่า A3 ซึ่งระบบปีกแปรผันนี้ถูกติดตั้งมาเพื่อปรับระดับความเร็วของรถอัตโนมัติ ช่วยลดแรงกดช่วงหน้าให้มีความนิ่งมากขึ้น นับเป็นจุดเด่นที่หลายค่ายยังไม่มีการทำมาก่อน ต้องยอมรับครับว่านี่คือแนวคิดใหม่ของ RS 660 Concept นี่เอง

ที่มา bigbike.boxzaracing.com www.grandprix.co.th guidebiker.com

อ่านต่อ majles8.com

Fabio Qaurtararo นั้นเป็นนักแข่งไฟแรงชาวฝรั่งเศส วัย 20 ปี

Fabio

Fabio Qaurtararo การควอลิฟายเพื่อหาตำแหน่งบนกริดสตาร์ทในรอบแข่งจริง เจ้าหนูแตงกวาคนนี้ก็สามารถคว้าตำแหน่งโพลมาได้ โดยสามารถทำสถิติเวลาเร็วที่สุดที่ 1’29.719 นาที นอกจากนี้สถิติเวลานี้ยังเป็นการทำลายสถิติเวลาของสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งสถิติเดิมเป็นของเด็กระเบิด Marc Marquez แชมป์โลก MotoGP 6 สมัยรวด ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2018 ด้วยเวลา 1’30.031 นาที

ประเด็นต่อมาคือเจ้าหนูคนนี้ยังทำสถิติที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลไปแล้วทั้งหมด 4 ครั้งจากการแข่งทั้งหมด 15 สนาม ซึ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี่เป็นสถิติที่น่าสนใจเฉพาะสนามนี้เท่านั้น แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เจ้าหนูคนนี้ทำยังไงถึงได้มาถึงจุดนี้กันได้ ผมจะชี้แจงให้แฟนๆ SuperBike ได้ทราบกันครับ

Fabio Qaurtararo นั้นเป็นนักแข่งชาวฝรั่งเศส วัย 20 ปี (เกิดวันที่ 20 เมษายน 1999) ก่อนหน้าที่เขาจะได้เข้าร่วมทีม Petronas Yamaha SRT ก็ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร

และประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเล็กเลยก็ว่าได้ แม้ Quartararo จะเป็นชาวฝรั่งเศส แต่พออายุได้ 4 ขวบก็ได้ย้ายไปอยู่ที่สเปน และเริ่มลงแข่งในรายการ Spanish Championship ตั้งแต่อายุยังน้อย

Fabio

ผลงานในวัยเด็กของเขามีดังนี้

  • ปี 2007 ได้ลำดับ 2 ในรุ่น 50 ซีซี รายการ Spanish Championship
  • ปี 2008 ได้แชมป์รุ่น 50 ซีซี รายการ Spanish Championship
  • ปี 2009 ได้แชมป์รุ่น 70 ซีซี รายการ Spanish Championship
  • ปี 2010 ได้ลำดับ 3 ในรุ่น 80 ซีซี รายการ Spanish Championship
  • ปี 2011 ได้แชมป์รุ่น 80 ซีซี รายการ Spanish Championship
  • ปี 2012 ได้แชมป์รุ่น Pre-Moto3 รายการ Spanish Championship
  • ปี 2013 ได้แชมป์รุ่น Moto3 รายการ Spanish Championship
  • ปี 2014 ได้แชมป์รุ่น Moto3 รายการ Spanish Championship

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเข้าสู่การแข่งขันระดับ Grand Prix หรือระดับโลก

  • ปี 2015 ลงแข่ง Moto3 ด้วยรถ Honda สังกัดทีม Estrella Galicia 0,0 ได้ลำดับที่ 10
  • ปี 2016 ลงแข่ง Moto3 ด้วยรถ KTM สังกัดทีม Leopard Racing ได้ลำดับที่ 13
  • ปี 2017 ลงแข่ง Moto2 ด้วยรถ Kalex สังกัดทีม Pons HP40 ได้ลำดับที่ 13
  • ปี 2018 ลงแข่ง Moto2 ด้วยรถ Speed Up สังกัดทีม Speed Up Racing ได้ลำดับที่ 10

และในปีนี้ 2019 Quartararo ก็ได้ลงแข่งให้กับทีม Petronas Yamaha SRT เป็นทีมอิสระที่ใช้รถ Yamaha ในการแข่งขัน MotoGP แม้ว่าเขาจะเปิดฤดูกาลที่กาตาร์ได้ไม่สวยหรูนัก ด้วยการจบอันดับที่ 16 แต่สนามต่อๆ มาผลงานเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนได้ขึ้นมายืนบนโพเดียมอันดับที่ 2 ครั้งแรกที่สนาม Circuit de Barcelona-Catalunya จากการออกสตาร์ทที่ตำแหน่งโพล

ถึงตอนนี้แล้ว Quartararo ครองตำแหน่งรุกกี้แห่งปีของ MotoGP อย่างแน่นอนแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวใน MotoGP ปีแรกได้สวยงามเลยทีเดียวครับ และตอนนี้ยังมีแววว่าอาจจะได้เป็นแชมป์ MotoGP ในประเภทของทีม Satellite หรือทีมอิสระอีกด้วย โดยมีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 โดยมี Jack Miller ตามมาเป็นอันดับ 2 และห่างกันอยู่ 24 คะแนน โดยยังมีการแข่งขันที่ยังเหลืออยู่อีกเพียง 4 สนามเท่านั้น

Fabio

ผลงานดีขนาดนี้ฤดูกาลหน้าปี 2020 เจ้าหนู Fabio Quartararo คนนี้ก็น่าจะเป็นคนที่น่าจับตามองอีกคนอย่างแน่นอน และอาจจะมีแววถูกดึงตัวเข้าทีมโรงงานในอนาคตก็เป็นได้

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่ถูกใจแฟนๆอยู่น้อยเลยทีเดียวสำหรับษึก ThaiGP 2019 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักบิดรู้กี้อย่าง Fabio Quartararo ที่สามารถหวดแลกกับ Marc Marquez แชมป์โลก MotoGP ฤดูกาลล่าสุด แบบโค้งต่อโค้ง


และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ทางผู้ใหญ่ของวงการอย่าง Carlo Pernat ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของ Dorna ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ด้วยฟอร์มอันสุดร้อนแรงในปีนี้ และแนวโน้มที่จะไปดีดียิ่งขึ้นอีกในปีหน้า จึงทำให้ทาง Yamaha คงไม่พลาดที่จะดึง Fabio Quartararo เข้ามาร่วมในสังกัดทีม Factory ใน MotoGP ปี 2021 ทว่าด้วยความที่ Valentino Rossi พึ่งจะมีการประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าใน MotoGP 2020 นั้น เขาจะทำการเปลี่ยนหัวหน้าทีมช่างคนใหม่เพื่อหวังแก้ปัญหาผลงานที่ติดแหง็กมานานหลายปี ซึ่ง ณ จุดนี้จึงทำให้ Pernat มองว่า Rossi เองอาจจะยังเชื่อว่าตนสามารถขี่ได้อยู่อีกหลายปี ไม่ใช่แค่จนจบปี 2020 เท่านั้น ดังนั้นหาก Rossi ยังตัดสินใจที่จะขออยูทีมโรงงานในปี 2021-2022 ต่อตามที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้ผู้ที่ต้องออกไปจาก Yamaha Factory สลับกับ Fabio QUartararo ที่จะเข้ามาแทนในปี 2021 นั้นคงไม่ใช่ใครนอกจาก Marverick Vinales ส่วนสังกัดใหม่ที่ Pernat คาดว่าจะได้ตัว Vinales จากการตัดสินใจของ Yamaha ในครั้งนี้ ก็อาจจะเป็น Ducati ที่กำลังมองหานักบิดวัยกำลังดีเหมาะ และฝีมือกำลังดีมาช่วยขี่ตัวแข่ง Desmosedici ของตน ทว่าจะแทนใครระหว่าง Danillo Petrucci หรือ Andrea Dovizioso นั้น ยังต้องรอดูกันคต่อไปว่าฟอร์มการแข่งของนักบิด 2 คนนี้จะเพียงพอต่อความคาดหวังของ Ducati หรือไม่ เพราะถ้าไม่ งานนี้พวกเขาก้อาจจะต้องตกงานกันทั่งคู่นั่นเอง

ที่มา www.superbikemag.com www.motorival.com

อ่านต่อ majles8.com

ตํานาน valentino rossi แชมป์โลก 9 สมัยชาวอิตาลี

valentino rossi

valentino rossi นักแข่งรถจักรยานยนต์อาชีพ รุ่นโมโตจีพี แชมป์โลก 9 สมัยชาวอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ที่ตาวุลเลีย เมืองอูร์บีโน เป็นบุตรชายของกราเซียโน รอสซี อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ รอสซีใช้หมายเลข 46 ในการแข่งขัน

รอสซีเคยขับรถรุ่น 125 และ 250 ซีซี ร่วมทีมอพรีเลีย ระหว่างปี พ.ศ. 2539 – 2542 ก่อนจะย้ายมาขับให้กับทีมเรปโซลฮอนด้า ในรุ่น 500 ซีซี และโมโตจีพี ระหว่างปี พ.ศ. 2543 – 2546 และย้ายมาอยู่กับทีมยามาฮ่า ในปี พ.ศ. 2547 – 2553 โดยย้ายไปขับให้กับทีมดูคาติ ในปี พ.ศ. 2554 – 2555 ก่อนย้ายกลับมาร่วมทีมยามาฮ่าอีกครั้งในปี พ.ศ. 2556

สถิติ valentino rossi

ฤดูกาล รุ่น รถ ทีม แข่ง ชนะ โพเดียม โพล FLap คะแนน อันดับ แชมป์โลก
1996 125cc ApriliaRS125 Scuderia AGV Aprilia 15 1 2 1 2 111 9th 0
1997 125cc ApriliaRS125 Nastro Azzurro Aprilia 15 11 13 4 7 321 1st 1
1998 250cc ApriliaRS250 Nastro Azzurro Aprilia 14 5 9 0 3 201 2nd 0
1999 250cc ApriliaRS250 Nastro Azzurro Aprilia 16 9 12 5 8 309 1st 1
2000 500cc HondaNSR500 Nastro Azzurro Honda 16 2 10 0 5 209 2nd 0
2001 500cc HondaNSR500 Nastro Azzurro Honda 16 11 13 4 10 325 1st 1
2002 MotoGP HondaRC211V Repsol Honda Team 16 11 15 7 9 355 1st 1
2003 MotoGP HondaRC211V Repsol Honda 16 9 16 9 12 357 1st 1
2004 MotoGP Yamaha YZRM1 Gauloises Fortuna Yamaha 16 9 11 5 3 304 1st 1
2005 MotoGP Yamaha YZRM1 Gauloises Yamaha Team[N 1] 17 11 16 5 6 367 1st 1
2006 MotoGP Yamaha YZRM1 Camel Yamaha Team 17 5 10 5 4 247 2nd 0
2007 MotoGP Yamaha YZR-M1 Fiat Yamaha Team 18 4 8 4 3 241 3rd 0
2008 MotoGP Yamaha YZRM1 Fiat Yamaha Team 18 9 16 2 5 373 1st 1
2009 MotoGP Yamaha YZRM1 Fiat Yamaha Team 17 6 13 7 6 306 1st 1
2010 MotoGP Yamaha YZRM1 Fiat Yamaha Team 14 2 10 1 2 233 3rd 0
2011 MotoGP DucatiDesmosediciGP11 Ducati Team 17 0 1 0 1 139 7th 0
2012 MotoGP DucatiDesmosediciGP12 Ducati Team 18 0 2 0 1 163 6th 0
2013 MotoGP Yamaha YZRM1 Yamaha Factory Racing 18 1 6 0 1 237 4th 0
2014 MotoGP Yamaha YZRM1 Movistar Yamaha MotoGP 18 2 13 1 1 295 2nd 0
2015 MotoGP Yamaha YZRM1 Movistar Yamaha MotoGP 2 1 2 0 1 41* 2nd* 0
รวม 314 109 198 60 90 5134   9

อ่านต่อ majles8.com

มาร์ก มาร์เกซ แชมป์โลกรวมทุกคลาสเป็นสมัยที่ 8 MotoGP

MotoGP

การกีฬาแห่งประเทศไทยเดินหน้าสานต่อความสำเร็จการเป็นกรังด์ปรีซ์ อันดับหนึ่งของโลก ส่งพิธีกรชื่อดัง แมทธิว ดีน สัมภาษณ์แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ  “ มาร์ก มาร์เกซ ” สุดยอดนักแข่งแชมป์โลกโมโตจีพีชาวสแปนิช  ชี้ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นหนึ่งในแทร็กที่ค่อนข้างยากทั้งในการขี่และเซ็ตอัพ

พร้อมยกย่องว่าการแข่งขัน โมโตจีพี ในประเทศไทย รายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ มีบรรยากาศที่เหมือนเฟสติวัล กิจกรรมมีสีสันหลากหลายเอาใจคอมอเตอร์สปอร์ต เผยชอบกิน “ผัดไทย” พร้อมชวนแฟนๆ เข้าชมและเชียร์ตนเองในต้นเดือนตุลาคมนี้

ศึก โมโตจีพี 2019 เดินทางเข้าสู่ช่วงสำคัญของการลุ้นแชมป์โลกประจำฤดูกาล โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในสนามสำคัญของการตัดสินแชมป์ ซึ่งถูกบรรจะเป็นสนามที่ 15 ของปี ในรายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคมนี้ ที่ สนามข้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

MotoGP

สถานการณ์ล่าสุดของการลุ้นแชมป์โลกในปี 2019 นั้น มาร์เกซรั้งตำแหน่งจ่าฝูงก่อนเข้าสู่ ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ ใมนสุดสัปดาห์นี้ โดยมีคะแนนเหนืออันดับ 2 อย่าง อันเดรีย โดวิซิโอโซ คู่แข่งจาก มิสชั่น วินนาว ดูคาติ ถึง 78 คะแนน

MotoGP

โดยแชมป์โลกจาก เรปโซล ฮอนด้า เผยถึงการแข่งขันในประเทศไทยว่า “มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมากๆ เลยครับ กับการแข่งขันในประเทศไทย ปีที่แล้วเริ่มจาก Winter Test เดือนกุมภาพันธ์ แค่การทดสอบที่นี่ก็ยิ่งใหญ่แล้ว เพราะมีผู้ชมมากมายเข้าร่วมชมการทดสอบ แต่เมื่อแข่งจริงมันยิ่งใหญ่กว่านั้นมากๆ  เหมือนยกเอางานปาร์ตี้มาไว้ในการแข่งขัน มันทำให้แฟนๆ มีความสุขกับการแข่งขัน แฟนชาวไทยส่งเสียงเชียร์นักบิดทุกคน ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญ บรรยากาศมันเหมือนงานเฟสติวัลเลยครับ”

MotoGP

มาร์เกซ กล่าวถึงการแข่งขัน พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ในปีที่ผ่านมาว่า “การต่อสู้ในโค้งสุดท้าย รอบสุดท้าย เป็นเรื่องที่ไม่มีทางคาดเดาอะไรได้เลย แต่ในตอนนั้นวางเทคติคได้ดี รอจังหวะและถนอมสภาพยาง จากนั้นจึงเปิดเกมบุกในรอบสุดท้าย

แต่ อันเดรีย โดวิซิโอโซ ก็ยังสามารถแซงคืนได้ ทว่าท้ายที่สุดผมก็แซงกลับและคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ผ่านเข้าเส้นชัยเป็นคันแรก รวมทั้งเป็นคนแรกที่คว้าชัยชนะครั้งแรกในประเทศไทย โดยสนามถัดไปที่ โมเตกิ ผมก็คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ” มาร์ก มาร์เกซ เผย

ขณะเดียวกัน นักบิดสแปนิชยังกล่าวถึง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ว่าเป็นหนึ่งในสนามที่ต้องใช้เทคนิคสูงรวมถึงการหาเซ็ตอัพที่ค่อนข้างยาก

MotoGP

“เป็นสนามที่ยากนะครับ เพราะในเซ็คเตอร์แรก โค้ง 1, 2 และ 3 ค่อนข้างเร็ว และมีทางตรงที่ยาวมาก ซึ่งคุณต้องการเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะดี แถมยังมีจุดที่ต้องเบรกหนักมากๆ แต่เมื่อมาถึงเซ็คเตอร์ 3 และ 4 มันคล้ายกับสนาม มิซาโน

ซึ่งต้องช้าลงและคอนโทรลรถให้แม่นยำ ดังนั้นจึงเป็นสนามที่ค่อนข้างยากสำหรับการเซ็ตอัพรถแข่ง รวมถึงเป็นสนามที่มีอากาศร้อนและชื้น ต้องพร้อมมากๆ ทั้งรถแข่งและตัวนักบิดด้วย”

MotoGP

สิ่งหนึ่งที่ มาร์เกซ ประทับใจคือการต้อนรับที่อบอุ่นของแฟนชาวไทยจำนวนมาก พร้อมชวนแฟนๆ เข้าชมและเชียร์ตนเองในต้นเดือนตุลาคมนี้ ขณะเดียวกันนักบิดสแปนิชยังได้มีโอกาสลองชิมอาหารได้ โดยเผยถึงเมนูอาหารสุดโปรดว่า  “ครั้งที่แล้วผมได้ขี่รถสามล้อตุ๊กตุ๊กที่กรุงเทพฯ และได้ลองชิมอาหารไทยด้วย ผมได้ลองกินข้าวหมูแดงตามที่เห็นในคลิป แต่ผมชอบผัดไทยมากกว่านะ ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ระหว่างการแข่งขันด้วยเลยไม่กล้าทานอะไรแปลกๆ แต่รับรองได้ว่าคงต้องลองทานอาหารไทยอย่างอื่นดูบ้าง”

MotoGP Highlights – Thailand Grand Prix

นักบิดหมายเลข 93 จากแดนกระทิงดุ ออกสตาร์ทในกริดที่ 3 จากการทำเวลาในรอบควอลิฟาย โดยตำแหน่งโพลในเรซนี้ได้แก่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส ขนาบข้างด้วย มาเวริค บีญาเลส นักบิดสแปนิชจาก มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี โดยประลองความเร็วกันทั้งสิ้น 26 รอบสนาม ระยะทางต่อรอบ 4.554 กิโลเมตร จังหวะออกสตาร์ทเป็น กวาร์ตาราโร ที่ทะยานขึ้นเป็นผู้นำได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ มาร์เกซ ขยับแซง บีญาเลส ขึ้นมารั้งอันดับ 2 ได้สำเร็จ ขณะที่ อันเดรีย โดวิซิโอโซ ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4 หลังผ่านครึ่งทางการแข่งขัน มาร์เกซ ไล่บด กวาร์ตาราโร เพื่อชิงตำแหน่งจ่าฝูงอย่างหนัก ขณะที่ในกลุ่มกลาง บีญาเลส เป็นอันดับ 3 ตามด้วย โดวิซิโอโซ, อเล็กซ์ รินส์ นักบิดสแปนิชจาก ทีม ซูซูกิ เอ็คสตาร์ ในอันดับ 4 และ 5 ตามลำดับ ขณะที่ เดอะ ด็อกเตอร์ วาเลนติโน รอสซี่ จอมเก๋าอิตาเลียนจาก มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี รั้งอยู่ในอันดับ 7 โดยในรอบสุดท้ายซึ่งเป็นรอบที่ 26 เจ้าของฉายา เด็กระเบิด ไล่บี้ผู้นำอย่าง กวาตาราโร อย่างหนักแบบหายใจรดต้นคอ ก่อน มาร์เกซ จะได้จังหวะแซง กวาตาร์ราโร ในรอบสุดท้าย และผ่านธงตาหมากรุกเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 39 นาที 36.223 วินาที ผงาดคว้าแชมป์ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เฉือน กวาร์ตาราโร เพียง 0.171 วินาที ขณะที่อันดับ 3 ตกเป็นของ บีญาเลส ตามหลังแชมป์ 1.380 วินาที การคว้าแชมป์ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ส่งผลให้ มาร์เกซ ขึ้นเถลิงแชมป์โลกพรีเมียร์คลาสเป็นสมัยที่ 6 ของตนเอง และเป็นการคว้าแชมป์โลกรวมทุกคลาสเป็นสมัยที่ 8

ที่มา www.foxsports.co.th

อ่านต่อ majles8.com

Toyota REVO พิเศษ เฉพาะ PRE RUNNER / 4X4/ Z EDITION

Toyota REVO พิเศษ ไม่ได้มีเพียงความสวยงามหล่อเหลาภายนอก ทางโตโยต้ายังแนะนำกล่อง  Ultra Boost   จาก  Ecu Shop 

สามารถติดตั้งได้ทั้งเครื่องยนต์ GD Efficient Boost   ทั้งรุ่น 2.4 และ 2.8 ลิตร โดยสามารถทำกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นจากสมรรถนะปกติเป็น 204 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 518 นิวตันเมตร (ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.8ลิตร)   เราจึงขอเรียกรุ่นนี้ว่า  Toyota  Revo Ultra Boost

ล่าสุด Toyota ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัวความร่วมมือกับ บริษัทชั้นนำ และ มีชื่อเสียงด้านการผลิตกล่องเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์อย่าง ECU SHOP

Engine เครื่องยนต์ Toyota REVO พิเศษ

ดีเซล 2.4 ลิตร (5MT / 6MT)

เครื่องยนต์ดีเซล รหัส 2GD-FTV ขนาด 2.4 ลิตร 2,393 ซีซี. VN-Turbo กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก 92.0 x 90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 15.6 : 1 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร ที่ 1,400 – 2,800 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ / เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

ดีเซล 2.4 ลิตร (6AT)

เครื่องยนต์ดีเซล รหัส 2GD-FTV ขนาด 2.4 ลิตร 2,393 ซีซี. VN-Turbo กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก 92.0 x 90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 15.6 : 1 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

ECU ULTRA BOOST

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ บริษัท อีซียู ช็อป 1 จำกัด ติดตั้งกล่องเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ รุ่น ULTRA BOOST สำหรับ Toyota Hilux Revo ทั้งเครื่องยนต์ ดีเซล 2.4 ลิตร และ ดีเซล 2.8 ลิตร GD Efficient Boost

โดยกล่องเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ จะทำงานร่วมกับ ECU หลักของเครื่องยนต์ ช่วยเพิ่มพละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า 516 นิวตันเมตร

นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำชุดแต่งสำหรับ Toyota Hilux Revo 4 ประตู ทั้งรุ่น Prerunner ขับ 2 ยกสูง และ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 4×4 ดังนี้

  • กระจังหน้า ดีไซน์ใหม่
  • แผ่นกันกระแทกด้านล่าง สีแดง
  • กรอบไฟตัดหมอก
  • ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว สีดำ ดีไซน์ใหม่ พร้อมน็อตล้อ
  • ชุดตกแต่งซุ้มล้อข้าง สีดำ
  • สติ๊กเกอร์ด้านข้าง

ที่มา https://www.toyota.co.th/ www.ridebuster www.headlightmag.com

อ่านต่อ majles8.com

Bentley Continental GT 2015 มีกำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 590 แรงม้า

Bentley Continental GT 2015 มีกำลังขับเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ 590 แรงม้า หรือกำลัง 434 กิโลวัตต์ อยู่ที่ความเร็ว 6,100 รอบต่อนาที ขนาดของแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 720นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1,700 รอบต่อนาที ความจุของเครื่องยนต์ นั้นมีขนาด 5,998 ซีซี หรือ 6 ลิตร

2015 Bentley Continental GT

การเร่งความเร็วจากการทดสอบ 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใช้เวลาอยู่ที่ 4.3 วินาที  ในขณะที่ในการเปลี่ยนเเปลงความเร็วที่ 0 – 100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ใช้เวลาอยู่ที่ 4.5 วินาที  ความเร็วสูงสุดของรถสปอร์ต Bentley Continental GT 2015 อยู่ที่ความเร็ว 197 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 318 กิโลเมตร / ชั่วโมง

รวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดอยู่ที่ 20.1 ไมล์ต่อแกลลอน หรืออยู่ที่การใช้เชื้อเพลิง 14.1 ลิตร ต่อการเดินทาง 100 กิโลเมตร การปล่อย CO2 นั้นอยู่ที่ 327กรัม / กิโลเมตร มีระบบในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีคุณภาพไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งเเวดล้อม นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในปัจจุบัน

นอกจากนี้ในส่วนของระบบเครื่องยนต์ของรถสปอร์ต Bentley Continental GTมีขนาดความจุอยู่ที่ 6.0 ลิตรระบบเครื่องยนต์ W12 แบบเทอร์โบชาร์จคู่ จุดเด่นของรถ ใช้ระบบไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ผสมผสานกับระบบ LED
ความยาวตัวรถโดยรวมอยู่ที่ 4807 mm หรือ 189.3 นิ้ว ขนาดความกว้างของตัวรถรวมกระจกอยู่ที่ขนาด 2226 mm หรือ 87.6 นิ้ว ระยะของฐานล้ออยู่ที่ 2746 mm หรือ 108 นิ้ว

นับเป็นรถสปอร์ตที่มีคุณสมบัติและรูปลักษณ์ที่ดี กับรถสปอร์ต depsign ที่สวยงามและมีคุณภาพ พบกับเรื่องราวของรถสปอร์ตอื่น ๆ อีกมากมายได้ที่Bentley Continental GT

2015 Bentley Continental GT 1
2015 Bentley Continental GT 2
2015 Bentley Continental GT 3
2015 Bentley Continental GT 4

ครั้งแรกแห่งการเปิดจองเจเนอเรชั่นที่สามของ The New Bentley Continental GT สุดยอดยานยนต์ที่ไร้คู่เปรียบ: ขีดสุดแห่งรถยนต์ แกรนด์ทัวริ่งสายพันธ์อังกฤษอย่างเบนท์ลี่ย์ สร้างปรากฏกระหึ่ม ทำลายสถิตยอดขายทะลุเป้าครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 34 (The 34th Thailand International Motor Expo 2017 ) แม้ยังไม่เห็นรถคันจริง

Bentley Continental GT 2015

กรุงเทพฯ- เบนท์ลี่ย์ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลี่ย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวใน

ประเทศไทยฉลองความสำเร็จยอดขายรถยนต์ภายในงานมหกรรมยายนต์ครั้งที่ 34  (The 34th Thailand International Motor Expo 2017 ) ซึ่งได้จัดแสดง ยนตรกรรมระดับโลกหลากหลายรุ่น อาทิ Bentley Bentayga W12, Bentley Flying Spur W12 และ

พร้อมเปิดรับจอง The New Bentley Continental GTยอดยานยนต์ไร้คู่เปรียบ: ขีดสุดแห่งรถยนต์แกรนทัวริ่งสายพันธ์อังกฤษอย่าง เบนท์ลี่ย์

เป็นครั้งแรกในเมืองไทยโดยมียอดสั่งจองรถยนต์สูงเกินความคาดหมาย โดยเป็นรุ่นที่สร้างกระแสฮือฮามากที่สุดในหมู่ผู้เข้าชมงาน คือ The New Bentley Continental GTซึ่งได้ทำยอดขายเทียบเท่าโควต้ารถในปี2018 ที่ประเทศไทย ได้รับจากโควต้ารวมของเอเชียแปซิฟิก

The New Bentley Continental GTใหม่ประกอบด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ วิวัฒนาการล่าสุดจากเบนท์ลี่ย์กับเครื่องยนต์ W12 TSI ทวินเทอร์โบชาร์จ

ปริมาตร ความจุ 6.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 สปีด ให้ประสิทธิภาพในการถ่ายทอด พละกำลังและเปลี่ยนอัตราทดที่รวดเร็วขุมพลังเครื่องยนต์รุ่นใหม่ W 12  TSI ขนาด 6.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 635 แรงม้า 

แรงบิดมหาศาลถึง 900 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.7 วินาที 

ความเร็วสูงสุด 333 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง  ฉับไวยิ่งขึ้นมาพร้อมกับระบบ Adaptive Chassis อัจฉริยะ ของเบนท์ลี่ย์ ควบคุมการขับขี่สไตล์สปอร์ตด้วยระบบอิเลกทรอนิก แรงดันสูงถึง 48 โวลท์

เพื่อความมั่นใจเต็มพิกัดในแง่ของอัตราการตอบสนองต่อการบังคับควบคุม และ เสถียรภาพในการทรงตัวที่มั่นคงในทุกสภาพเส้นทางลดอาการโคลงตัวในแนวราบ ปกป้องผู้โดยสารจากการสั่นสะเทือนที่ไม่จำเป็น ในรุ่นนี้นั้นเป็นยนตกรรมที่บ่งบอกถึงความล้ำหน้า และวิวัฒนาการของเทคโนโลยี อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากเบนท์ลี่ย์

ด้วยอุปกรณ์สุดล้ำ Driver – Focused Instrument Panel ชุดแผงหน้าปัทม์ดิจิตอลเต็มรูปแบบ และ Bentley Rotating Display หน้าจอแสดงผลสำหรับการสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ขับขี่ด้วย นวัตกรรมแห่งอนาคต 

หน้าจอระบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว ติดตั้ง บริเวณคอนโซลกลาง พร้อมปรับเปลี่ยนได้ถึงสามรูปแบบสามารถปิดหน้าจอ ด้วย แผงลายไม้แท้กลมกลืนเรียบเนียนหรือเติมแต่งความสวยหรูมีระดับด้วยชุดเกจย์วัดทรงกลมแบบเข็มสามช่องสไตล์คลาสสิก ซึ่งการออกแบบตกแต่งภายในห้อง โดยสารของ Continental GT เพื่อให้ได้มาซึ่งบรรยากาศอันหรูหราร่วมสมัย ความประณีตบรรจง

ใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างที่ไม่มีผู้ผลิตรถยนต์รายใดเทียบ เคียงได้ คือประสบการณ์ที่ผู้ครอบครองยนตกรรมเบนท์ลี่ย์เท่านั้นที่มีโอกาสได้ สัมผัส The New Bentley Continental GTก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะด้วยรูปทรง ความหรูหราเหมาะกับสาวกรถ GT ที่รักการขับขี่และดื่มด่ำกับความหรูหราภายในที่ไร้คู่แข่งอย่างเบนท์ลี่ย์

คุณเอกราช นพเกตุ ผู้จัดการทั่วไป เบนท์ลี่ย์ประเทศไทย กล่าวว่า “ก่อนอื่น ต้องแจ้งว่า ทางเบนท์ลี่ย์ ประเทศไทย  มีความดีใจเป็นอย่างยิ่งที่กระเเสตอบรับของงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34
(The 34th Thailand International Motor Expo 2017) ทั้ง รุ่น Bentley Bentayga ที่เป็นที่สุดของรถ SUV เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ไม่เพียงแต่ชื่นชอบพละกำลังของรถ SUV เท่านั้น แต่ยังครบครันของฟังก์ชั่นการใช้งาน

และความปราณีตในการตกแต่งภายในที่โดดเด่น ของแบรนด์เบนท์ลีย์  และรวมถึงยอดจองของ The New Bentley Continental  GTซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่แสดงความสำเร็จของตลาดในเมืองไทย ตั้งแต่รถคันจริงยังไม่ จัดแสดงโชว์ในตลาดด้วยซ้ำ

อีกทั้งยอดจองของงานในรุ่นดังกล่าวเทียบเท่ายอด โควต้าที่ทางประเทศไทยได้รับจาก Bentley Motors จุดนี้แสดงให้เห็นว่า Segment ของรถ GT ของฺเบนท์ลีย์ ในประเทศไทย มีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นซึ่งจากยอดจองที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้ทางเบนท์ลีย์ประเทศไทย มีแนวโน้มที่สามารถเพิ่มโควต้ารถ

ที่มา thailandsupercars.com aasautoservice.com

อ่านต่อ majles8.com