Maserati GranTurismo MC Stradale แรงบันดาลใจมาจากรุ่น

Maserati GranTurismo MC Stradale ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่น GranTurismo MC Trofeo และรถรุ่นมอเตอร์สปอร์ต GT4 ที่เคยคว้าแชมป์มาแล้ว โดยมีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ V8 450 แรงม้าที่ได้มาจาก Ferrari

Maserati อ้างว่า GranTurismo MC Stradale รุ่นนี้ตอบสนองต่อการควบคุมได้คมดั่งมีดโกนและสามารถทำความเร็วทะลุเพดานในระดับ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ไม่ยาก มากไปกว่านั้น ตัวถังได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับหลักการของอากาศพลศาสตร์มากขึ้น มีแรงกดอากาศมากขึ้นโดยไม่มีแรงฉุดเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

Maserati GranTurismo MC Stradaleด้วยรูปลักษณ์ที่ถูกปรับใหม่ให้เป็นรถยนต์คูเป้ 2 ที่นั่ง พลัง 460 แรงม้า ที่ 7100 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม. เพียง 4.5 วินาที

ความเร็วได้สูงสุดถึง 303 กม./ชม. และมีน้ำหนักเบากว่ารุ่น GranTurismo S ถึง 110 กม.

รุ่นนี้หนักเพียง 1,670 กม. น้ำหนักที่เบาลงส่งผลให้การกระจายน้ำหนักของรถเท่ากับ 48:52 เพื่อการขับเคลื่อนที่สมบูรณ์แบบ

Maserati GranTurismo MC Stradale เป็นรถยนต์มาเซราติ 2 ที่นั่งรุ่นแรก นับจาก MC12 ติดตั้งระบบเบรก Brembo Carbon-Ceramic เทคโนโลยีเดียวกันกับรถแข่ง F1 อีกทั้งยางรถยนต์ที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษจาก Pirelli พร้อมด้วยระบบช่วงล่าง ที่ออกแบบโดยค่ายแต่ง MC

และให้อารมณ์เสมือนนั่งอยู่ในรถแข่งด้วยเบาะคู่หน้าที่ทำจาก Carbon-Fibre นอกจากสมรรถนะของเครื่องยนต์แล้ว สิ่งที่ทางมาเซอร์ราติให้ความสำคัญตลอดมาคือ รูปลักษณ์ สำหรับ Stradale แล้ว ทางมาเซอร์ราติเน้นความละเอียดอ่อน และความพิถีพิถัน ในการตกแต่งภายในตัวรถ

ตั้งแต่การเลือกวัสดุหนักหุ้มเบาะ การออกแบบเบาะให้รองรับการขับขี่ที่สะดวกสบายที่สุดในทุกสภาพการขับขี่ อีกเรื่อง ที่ขาดไม่ได้คือ เสียงคำรามที่ถูกพัฒนาให้ฟังแล้วเพราะ และเป็นเอกลักษณ์ ในสไตล์ของของมาเซอร์ราติมากยิ่งขึ้น

เครื่องยนต์:4,691 cc., 460 แรงม้า(HP)รายละเอียดเครื่องยนต์:V8 DOHC 32 วาล์วระบบขับเคลื่อน:ขับเคลื่อนล้อหลังระบบเกียร์:เกียร์ออโต้ 6AT (พร้อมโหมดการขับขี่ 3 แบบ คือ Auto, Sport และ Race)เชื้อเพลิงที่ใช้ได้:เบนซิน 95

ระบบจ่ายน้ำมัน:Injectionวัสดุหุ้มเบาะ:หนังแท้ (แบบ Alcantara)เบาะปรับไฟฟ้า:มีเครื่องเสียง:วิทยุ, MP3, CD, ใส่ได้หลายแผ่น (6 แผ่น), จอ Monitor (7.0″), Harddisk, Bluetooth,

ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ (พร้อมแป้นกดหมายเลข)ระบบเบรค ABS:มี (พร้อมระบบกระจายแรงเบรค EBD)Air Bags:คู่หน้า + ด้านข้าง, ม่านนิรภัยกระจกไฟฟ้า:มีอุปกรณ์มาตรฐานภายนอก:

  • อุปกรณ์ชุดแต่ง (ชุดกันชนหน้า)
  • สเกิร์ต (รอบคัน)
  • สปอยเลอร์หลัง
  • ล้อแม็ก (20″)
  • ไฟตัดหมอก (หน้า-หลัง)
  • ไฟหน้าซีนอน (Bi-Xenon)
  • ไฟหน้าส่องสว่างอัตโนมัติ
  • ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์
  • ไฟหน้า
  • ระบบควบคุมระยะการจอด (หน้า-หลัง)
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกมองข้าง
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
  • ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบพิเศษ
  • อุปกรณ์ภายนอกอื่นๆ (ช่วงล่างระบบไฮดรอลิค ปรับการใช้งานได้)

อุปกรณ์มาตรฐานภายใน:

  • ตกแต่งภายใน (คาร์บอนไฟเบอร์)
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง
  • ภายในโทนสีดำ
  • พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้
  • เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
  • ระบบจดจำปรับที่นั่งคนขับ (ด้วยระบบไฟฟ้า)
  • ระบบนำทาง (Navigator)
  • กระจกมองหลังตัดแสง (อัตโนมัติ)

อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัย:

  • ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (MSP)
  • ตัวถังนิรภัย
  • คานเหล็กเสริมนิรภัย
  • กระจกนิรภัย
  • ดิสก์เบรก 4 ล้อ (ระบบเบรก Brembo carbon-ceramic)
  • เซ็นทรัลล็อค
  • ไฟเบรกดวงที่ 3
  • รีโมทคอนโทรล
  • หลอดไฟพิเศษระบบ Daytime Running Lights(DRL) (แบบ LED)
  • เข็มขัดนิรภัย
  • พวงมาลัยยุบตัวได้
  • อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยอื่นๆ (ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (ASR))

อุปกรณ์มาตรฐานความสะดวกสบาย:

  • Cruise Control
  • กระจกมองข้างปรับ/พับไฟฟ้า
  • พวงมาลัยพาวเวอร์
  • แอร์
  • แอร์ที่นั่งแถวหลัง
  • ปรับอากาศอัตโนมัติ
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • ปุ่มควบคุมเกียร์บนพวงมาลัย (Active Shifting)
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
  • พนักพิงศีรษะปรับระดับได้
  • ช่องเก็บของ
  • ที่วางแขน
  • ที่วางแก้วน้ำ

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

Aston Martin Vanquish พร้อมกับการออกแบบที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม

The new Aston Martin Vanquish แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ภายใต้บริษัทมาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) เผยโฉมรุ่นไฮไลท์แอสตัน มาร์ติน แวนควิช (Aston Martin Vanquish) สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตที่เรียกได้ว่าเป็นรถสปอต์จีทีที่เร้าใจที่สุดในโลก

พร้อมด้วยแอสตัน มาร์ติน ดีบี 9 คาร์บอน ไวท์ (Aston Martin DB9 Carbon White), แอสตัน มาร์ติน แรพพิด เอส (Aston Martin RAPIDE S) และแอสตัน มาร์ติน วี 8 แวนเทจ เอส (Aston Martin V8 Vantage S) รวมทั้งจัดโปรโมชั่นพิเศษ “Supercar Trade-in”

ให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดถึง 1 ล้านบาท ในงานมหกรรมยานยนต์มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 33 ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2559

กลับมาอีกครั้งสำหรับ “แวนควิช” หลังจากที่เจนเนอเรชั่นแรกหยุดการผลิตไปเมื่อปี 2007 และถูกแทนที่ด้วยDBS V12 เพื่อเป็นการเจอะตลาดรถสปอร์ตรุ่นใหญ่

จนถึงปีปัจจุบันคือปี 2012 และจะเป็นการสิ้นสุดของ DBS V12 ในปีนี้ และ Vanquish จะกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการออกแบบที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม…Aston Martin ได้เปิดตัวรถต้นแบบในชื่อ  AM310 Concept ที่มีแนวคิดจะเป็นรถในอนาคตที่จะเป็นทายาทดีบีเอส(DBS) หลังจากสร้างรถต้นแบบนี้ไม่นาน คันจริงที่พร้อมออกสู่ตลาดซุปเปอร์คาร์แล้วในชื่อ Aston Martin Vanquish

The new Aston Martin Vanquish

The new Aston Martin Vanquish นี่คือทุกอย่างที่คนรักแบรนนี้ไม่ควรมองข้าม เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะการออกแบบและเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ได้อย่างลงตัว Vanquish รุ่นใหม่เป็นซุปเปอร์คาร์สไตล์คูเป้แบบ 2 ประตู 2+2 ที่นั่ง

The new Aston Martin Vanquish Screenshot2
The new Aston Martin Vanquish Screenshot Side

Body

วัสดุที่เป็นโครงสร้างโดยอลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ VH…ส่วนประกอบของตัวรถเป็น อลูมิเนียม โลหะผสมแมกนีเซียมและคาร์บอนไฟเบอร์ประกอบขึ้นเป็น body…ประตูรถขึ้นรูปด้วยอลูมิเนียม…ไฟหน้าเป็นแบบซีนอนคู่…หลอดไฟด้านหลังและไฟเลี้ยวเป็นแบบ LED ที่ได้มาจาก One-77

เครื่องยนต์:5,935 cc., 573 แรงม้า(HP)รายละเอียดเครื่องยนต์:

V12 DOHC 48 วาล์วระบบขับเคลื่อน:ขับเคลื่อนล้อหลังระบบเกียร์:เกียร์ออโต้ 6AT (Touchtronic II)เชื้อเพลิงที่ใช้ได้:เบนซิน 95

ระบบจ่ายน้ำมัน:n/aวัสดุหุ้มเบาะ:หนังแท้เบาะปรับไฟฟ้า:มีเครื่องเสียง:วิทยุ, MP3, DVD, CD, ใส่ได้หลายแผ่น (6 แผ่น),

จอ Monitor, USB, ช่องต่อ ipod, ช่องต่อ Aux, Bluetoothระบบเบรค ABS:มี (พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD)Air Bags:คู่หน้า + ด้านข้าง, ม่านนิรภัยกระจกไฟฟ้า:มีอุปกรณ์มาตรฐานภายนอก:

  • ล้อแม็ก (19″)
  • กระจกกรองแสง
  • ไฟตัดหมอก (หน้า-หลัง)
  • ไฟหน้า HID
  • ไฟหน้าส่องสว่างอัตโนมัติ (เปิด-ปิด อัตโนมัติ)
  • ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์
  • ไฟหน้า (พร้อมที่ฉีดน้ำล้าง)
  • ระบบควบคุมระยะการจอด (หน้า-หลัง)
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกมองข้าง
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
  • ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบพิเศษ (ทำงานอัตโนมัติ)

อุปกรณ์มาตรฐานภายใน:

  • ตกแต่งภายใน (ลาย Alloy)
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง
  • พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้
  • เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
  • ระบบจดจำปรับที่นั่งคนขับ
  • ระบบนำทาง (Navigator)
  • ปลั๊กไฟ 12 โวลท์
  • กระจกมองหลังตัดแสง (อัตโนมัติ)

อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัย:

  • ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP)
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD
  • ตัวถังนิรภัย
  • กระจกนิรภัย
  • ดิสก์เบรก 4 ล้อ
  • เซ็นทรัลล็อค
  • ไฟเบรกดวงที่ 3
  • รีโมทคอนโทรล
  • ระบบป้องกันการโจรกรรม (Immobilizer)
  • หลอดไฟพิเศษระบบ Daytime Running Lights(DRL)
  • เข็มขัดนิรภัย
  • พวงมาลัยยุบตัวได้
  • อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยอื่นๆ (ระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก (DSC))

อุปกรณ์มาตรฐานความสะดวกสบาย:

  • Cruise Control
  • กระจกมองข้างปรับ/พับไฟฟ้า
  • พวงมาลัยพาวเวอร์
  • แอร์
  • ปรับอากาศอัตโนมัติ
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • ปุ่มควบคุมเกียร์บนพวงมาลัย
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
  • ช่องเก็บของ
  • ที่วางแขน
  • ที่วางแก้วน้ำ

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

ตำนาน Skyline GT-R หรือ Nissan GT R

Prince Skyline

1. Skyline คันแรกของโลกไม่ได้ผลิตโดย Nissan หรือ Datsun

แต่ถูกผลิตโดย Prince Motor ในปี 1957 ใช้ชื่อ Prince Skyline โฉม ALSI-1 ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 60 แรงม้า ที่ 4,400 รอบต่อนาที ต้นกำเนิด Nissan GT R

Nissan PGC10 Skyline 2000GT-R

2. GT-R รุ่นแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 1969

Skyline GT-R รุ่นแรกรู้จักกันในชื่อ Nissan PGC10 โดยเปิดตัวครั้งเเรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ 1969 ทำการตลาดผ่านตัวแทนจำหน่ายของนิสสันญี่ปุ่น โดยเรียกว่า Nissan Prince หลังจากที่ Prince Motor รวมกิจการกับ Nissan เมื่อปี 1969

โดย Skyline GT-R รุ่นแรกใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 160 แรงม้า (120 กิโลวัตต์) ที่ความเร็วรอบ 7,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุด 177 นิวตันเมตร ที่ 5,600 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหลัง ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด

R32 Skyline GT-R Australian Touring Car Championship

3.ฉายา Godzilla มาจาก R32 Skyline โดยสื่อในประเทศออสเตรเลีย

หลังจากที่ R32 Skyline GT-R ถูกส่งออกไปทั่วโลก เทคโนโลยีที่น่ากลัวและสมรรถนะของ R32 สามารถคว้าแชมป์หลายสมัยอย่างต่อเนื่องในรายการ Australian Touring Car Championship ซึ่งกำหลาบแชมป์หลายหมัยอย่าง Ford Sierra

ทำให้สื่อพิมพ์ด้านยานยนต์ออสเตรเลียตีพิมพ์ชื่อเล่น GT-R ว่า “Godzilla” ในสิ่งพิมพ์ฉบับเดือนกรกฏาคม 1989

R34 Skyline GT-R Z-Tune

4.R34 Skyline GT-R Z-Tune คือรถมือสองที่นำมาทำใหม่

Nismo ค่ายแต่งรถชื่อดัง ไปไล่ซื้อรถมือสองที่ R34 GT-R V-Spec ที่วิ่งไม่เกิน 29,000 กิโลเมตร มาโมดิฟายใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สีจนไปถึงเครื่องยนต์

เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปี โดยสร้างขึ้นมาเพียง 20 คันเท่านั้น ความน่าสนใจอยู่ที่เครื่องยนต์

ให้พละกำลังสูงถึง 500 แรงม้า ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 327 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งมีการจำหน่ายครั้งเเรกเมื่อปี 2003 ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 120,000 $

และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่ฮ่องกงตั้งราคาขายไว้สูงถึง 510,000 $ (16 ล้านบาท)

Nissan PGC10 Hakosuka

5.Hakosuka แปลว่า Skyline ทรงเหลี่ยม

Skyline GT-R คันเเรกเปิดตัวในกุมภาพันธ์ ค.ศ 1969 เรียกว่า PGC-10 (KPGC-10 ชื่อรุ่นที่เป็นคูเป้) และถูกเรียกชื่อโดยแฟน ๆ “Hakosuka” หรือความหมายว่า Skyline ทรงเหลี่ยม เพราะเนื่องจากว่ารถมีรูปทรงเหลี่ยมเหมือนกล่อง

R35 GT-R

6.R35 GT-R ไม่ใช่ Skyline

หลังจากที่ R35 GT-R ทำเริ่มทำตลาดช่วงปี 2007 เป็นต้นมา ได้สร้างความแปลกใจให้กับแฟน ๆ อยู่พอสมควร เนื่องจากว่ามีการตัดคำว่า Skyline ออกไป เหลือเพียง GT-R

R32 Skyline GT-R

7. R32 Skyline GT-R เกิดขึ้นเพราะการแข่งขัน Group A

เหตุผลที่มีการผลิต R32 Skyline GT-R ออกสู่ตลาดรถ เพราะ Nissan ต้องการรถแข่งคันใหม่ที่จะมาสืบทอดตำนานต่อจาก KPGC110 ที่สิ้นสุดการผลิตไปแล้ว เพราะเนื่องจาก กฏของการแข่งขัน Group A บังคับให้รถทุกคันที่เข้าแข่งขันต้องเป็นรถที่ผลิตจริงเท่านั้น

Nissan Skyline R34

8.Skyline ไม่ใช่ GT-R ทุกคัน

เพราะ Skyline มีหลายรุ่นย่อย แต่คนส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงคำว่า “Skyline” จะนึกถึง Skyline GT-R ทันที แต่ที่จริงเเล้ว Skyline มีตั้งแต่ซีดานไปจนถึงสปอร์ตสองประตู

Nissan GT-R Buthrust 12Hrs

9.Nissan GT-Rเคยชนะ Buthrust 12Hrs

Skyline R32 GT-R เคยชนะในรายการ Buthrust 12Hrs เมื่อปี 1992 และสามารถชนะอีกครั้งเมื่อปี 2015 ด้วย Nissan GT-R R35 ซึ่งเป็นเวลากว่า 23 ปี ถึงจะชนะอีกครั้ง

RB26DETT

10.เครื่อง RB26DETT จริงๆแล้วผลิต 330Hp ไม่ใช่ 276Hp อย่างที่ระบุ

มีการตกลงของเหล่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอย่างไม่เป็นทางการว่า จะผลิตรถสปอร์ตไม่เกิน 276 แรงม้า เพื่อหาแนวทางอื่นๆที่สร้างความตื่นเต้นให้กับรถยนต์นอกจากการใช้พละกำลังจากแรงม้าเพียงอย่างเดียว ใช่ว่าผู้ผลิตทุกรายจะเห็นด้วย

โดยเครื่อง RB26DETT ที่ใช้ใน R32 Skyline GT-R จนไปถึง R34 Skyline GT-R 2002 Nissan ได้ระบุตัวเลขไว้ที่ 276 แรงม้า แต่ความเป็นจริงวัดได้ถึง 330 แรงม้า

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

YAMAHA YZ450F 2020 ที่สานต่อความสำเร็จ

1

YAMAHA YZ450F 2020

เครื่องยนต์ : เป็นแบบ 4 จังหวะ สูบเดี่ยว 4 วาล์ว DOHC

ระบายความร้อน : ด้วยน้ำ

ปริมาตรเครื่องยนต์ : 449 ซีซี.

ขนาดกระบอกสูบ X ช่วงชัก เท่ากับ : 97 x 60.8 มม.

กำลังอัดเครื่องยนต์ : 13.0:1

ระบบจุดระเบิด : CDI

ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง : แบบหัวฉีดอิเล็คทรอนิคส์ MIKUNI ขนาด 44 มม.

ระบบเกียร์ : ธรรมดา 5 สปีด

ระบบคลัทช์ : แบบเปียก

สตาร์ทเครื่องยนต์ : ด้วยระบบไฟฟ้า

ขับเคลื่อนด้วย : โซ่/สเตอร์

ระบบอิเล็กทรอนิกส์
– ระบบ Launch Control ช่วยในการออกตัว
– สามารถปรับเซ็ทและแชร์ข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนด้วย Power Tuner Smartphone App ทั้ง iOS และ Android
–  ระบบ Onboard Computer เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi กับระบบ Power Tuner Smartphone App สำหรับปรับตั้งกาจ่ายน้ำมันของระบบหัวฉีดได้

และเซ็ทค่าต่างๆ ได้ 4 รูปแบบผ่าน App Y-TRAC
– ระบบ CCU ทำงานเชื่อมต่อกับ GPS บันทึกข้อมูลการขับขี่

โครงสร้างตัวรถ : ใช้เฟรม Aluminum Bilateral Beam เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม จุดศูนย์ถ่วงต่ำ น้ำหนักเบา และแข็งแรง ด้านท้ายเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา โดยที่ตัวรถใช้สีน้ำเงิน/ขาว/ดำ

ชิ้นงานบอดี้พาร์ทมีทั้งหมด 18 ชิ้น
– การ์ดป้องกันแกนช็อคอับคู่หน้าซ้าย/ขวา
– บังโคลนหน้า
– บังโคลนหลัง
– แป้นเบอร์ด้านหน้า
– แป้นเบอร์ด้านหลังซ้าย/ขวา
– ปีกหม้อน้ำซ้าย/ขวา
– ถังน้ำมันเชื้อเพลิง
– เบาะนั่ง
– ฝาครอบกรองอากาศ
– การ์ดบังจานเบรกหลัง
– การ์ดบังคาลิเปอร์หลัง
– การ์ดครอบปั๊มน้ำ
– การ์ดครอบสเตอร์หน้า
– การ์ดหม้อน้ำซ้าย/ขวา

แฮนด์บังคับ : เป็นทรง T-Bar

เบาะนั่ง : เป็นหนังแท้ดีไซน์ตามหลักพลศาสตร์

มิติตัวรถ
– ยาว/กว้าง/สูง เท่ากับ 2,185/825/1,275 มม.
– ระยะห่างฐานล้อ : 1,480 มม.
– ความสูงจากพื้นถึงเบาะ : 965 มม.
– ความสูงจากพื้นถึงตัวรถ : 330 มม.
– น้ำหนักตัวรถ 111 กก.
– ความจุถังน้ำมัน : 6.2 ลิตร

ระบบกันสะเทือน
– หน้า เป็นแบบเทเลสโคปิคหัวกลับขนาด 49 มม. ของ KYB แบบ Speed Sensitive System ระยะยุบ 310 มม. ปรับตั้งได้
– หลัง เป็นแบบเดี่ยวพร้อมกระเดื่องและซับแท้งค์ ระยะทำงาน 317 มม. ปรับตั้งได้ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียม

ระบบเบรก
– หน้า เป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 270 มม. คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ
– หลัง เป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอร์ 1 ลูกสูบ

วงล้อ/ยาง
– ล้อหน้า เป็นอลูมิเนียมซี่ลวดขนาด 1.60 x 21 นิ้ว สวมยาง DUNLOP Geomax MX33 ขนาด 80/100-21
– ล้อหลัง เป็นอลูมิเนียมซี่ลวดขนาด 2.15 x 19 นิ้ว สวมยาง DUNLOP Geomax MX33 ขนาด 120/80-19

YAMAHA YZ450F 2020 ยังคงได้รับการกล่าวขานมาตั้งแต่อดีตสำหรับค่าย YAMAHA ที่สานต่อความสำเร็จเดินหน้าผลิตรถสูตรทางฝุ่นมาเพื่อการแข่งขันในรายการต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก และแน่นอนว่ารถสูตรทางฝุ่นค่ายนี้มักจะมีอะไรเด็ดๆ มาเขย่ากระเป๋าให้สั่นอยู่เสมอดังเช่น YZ450F ที่ต้นสังกัดรับประกันความแรงสะใจตั้งแต่อยู่ในพิมพ์เขี่ยว

และถือว่าเป็นช่วงเวลาอันดีงามที่ YAMAHA ได้ปล่อยไม้เด็ดรถสูตรสายฝุ่นรุ่นใหม่หลังจากที่ซุ่มเก็บข้อมูลและส่งให้นักแข่งทีมโรงงานได้ทดสอบขับขี่มาได้ระยะหนึ่ง พอมาถึงช่วงครึ่งปีหลังก็ได้เวลาเปิดตัวกันเสียที

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

ALL New Mazda 3 ยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง

mazda 3 2019

All-New Mazda 3 ได้ยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง นำเอาท่วงท่าการเดินที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา เกิดเป็นรถยนต์ที่สามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างแม่นยำ และสมดุลในทุกสถานการณ์

ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ทำงานผสานกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ที่ช่วยให้ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้น

อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทั้งผู้ขับขี่ และผู้ใช้ถนนมากยิ่งขึ้น

All-New Mazda 3ได้ลงสู่ตลาด ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของมาสด้า ประเทศไทย และทั่วโลก เพื่อยกระดับตลาด C-Segment ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นในทุกองค์ประกอบ

โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้ถนน All-New Mazda 3 มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins”

สามารถตอบโจทย์ทั้งคนโสดที่อยู่ในวัยทำงาน หรือเพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว มุ่งมั่นแสวงหาความสำเร็จให้กับชีวิต และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและครอบครัว

การออกแบบ KODO design ถูกพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยยึดหลัก “Less is More” เน้นความเรียบง่ายทั้งดีไซน์ภายนอก และภายใน โดดเด่นสะดุดตาด้วยแสง และเงาจากธรรมชาติที่ตกกระทบบนตัวรถ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้ง

– Sedan 4 ประตู ที่เน้นความเรียบหรูใส่ใจในทุกรายละเอียด ดูมีเสน่ห์ น่าค้นหา ตอบโจทย์ลูกค้าชื่นชอบความหรูหรา

– Fastback 5 ประตู โดดเด่นด้วยความสปอร์ต เน้นความเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยขุมพลัง แม้จะใช้ชื่อรุ่นเดียวกัน แต่คอนเซ็ปต์การออกแบบ และรูปลักษณ์ที่แสดงออกมาแตกต่างกันอย่างชัดเจน


ALL NEW MAZDA 3 2019
– มิติรถ กว้าง x ยาว x สูง :
Sedan : 1,795 x 4,660 x 1,440
Fastback : 1,795 x 4,460 x 1,435

– เครื่อง Skyactiv-G 2.0 DOHC แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์ว
แปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT และระบบไอเสีย 4-2-1 พร้อมระบบ i-STOP

– ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที

– แรงบิด  213  นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

– ระบบเกียร์ Skyactiv-Drive อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Activematic

– รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งเบนซิน และแก๊สโซฮอล์  95, E10, E20 และ E85

– ความจุถังน้ำมัน  51 ลิตร


ภายนอกดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม
– ด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED ระบบไฟหน้าปรับสูง-ต่ำ อัตโนมัติ (Auto Leveling System) พร้อมระบบเปิด-ปิด อัตโนมัติ และไฟท้ายเป็นแบบ LED

– กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า พับอัตโนมัติ พร้อมไฟเลี้ยว

– กระจกมองข้างปรับมุมต่ำลงอัตโนมัติ เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง

– กระจกไฟฟ้า ปรับขึ้น-ลง แบบอัตโนมัติ 4 บาน

– ท่อไอเสียคู่แบบสปอร์ต พร้อมปลายท่อโครเมียม

– สปอยเลอร์หลัง

– ที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบหน่วงเวลา พร้อมฟังก์ชั่นตรวจน้ำฝนอัตโนมัติ

– ที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง


ภายในห้องโดยสารหรูหราด้วยวัสดุเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง ครบครันทุกฟังก์ชั่น

– การใช้งานผ่านการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งหมดในทุกรายละเอียดโดยใช้มนุษย์เป็นจุดศูนย์กลางในการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น

– เบาะดีไซน์ใหม่ที่โอบกระชับรองรับสรีระ ช่วยให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง แนวกระดูสันหลังคงรูปตัว S เหมือนขณะเดิน เพื่อให้การขับขี่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมดุล

– ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการขับขี่สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง

– แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้าช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน การเชื่อมต่อสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay

– โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center  Commander โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน

– สัมผัสกับห้องโดยสารที่เงียบขึ้น และระบบเสียงคุณภาพ Bose รอบทิศทางพร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง


ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี i-Activesense สำหรับ All New Mazda 3 ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขีดความสามารถอย่างจริงจัง โดยเน้นการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

– CTS (Cruising & Traffic Support) ระบบควบคุมความเร็ว และพวงมาลัยตามรถคันหน้า ที่สามารถควบคุมความเร็วของรถ ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

– Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติที่สามารถตรวจจับรถคันหน้า จักรยาน รวมถึงคนเดินถนน

– SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing) ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

– SBS-R (Smart Brakde Support-Reverse) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติที่สามารถตรวจจับวัตถุในวงกว้างและสูงขึ้น ด้วยจำนวนเซ็นเซอร์ที่มากขึ้น

– ALH (Adaptive LED Headlamps)

– ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถปรับลำแสงได้ละเอียดยิ่งขึ้น

– ปกป้องทันทีจากอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

BMW S1000XR 2020 มีการอัพเกรดพื้นฐานใหม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ

ทัวร์ริ่ง 1,000 cc. อย่าง BMW S1000XR โฉมใหม่ ในที่สุด BMW ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง และได้เลือกงานมอเตอร์ไซค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีอย่าง EICMA เป็นงานเปิดผ้าคลุมให้กับ S1000XR 2020

BMW-S1000XR-2020-

ตัวรถดัดแปลงมาจากพื้นฐานของรถซูเปอร์สปอร์ตเรือธงประจำค่ายอย่าง S1000RR ที่ใส่ความเป็นแอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่ง และผสานความสปอร์ตเข้าไป หลักๆ ก็จะมี โช้คอัพที่มีระยะยืดยุบมากขึ้น, บังลมหน้า, สวิตช์ควบคุมต่างๆ รวมถึงการปรับแต่งแรงม้าให้เหมาะสมกับสไตล์ของรถ

S1000XR รุ่นใหม่นี้ ถูกพัฒนาจากรุ่นก่อนในทุกมิติ เริ่มด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นจาก 160 เป็น 162 แรงม้า ที่ 11,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่เพิ่มขึ้นจาก 112 เป็น 114 นิวตันเมตร

BMW-S1000XR-2020-
2020-BMW-S1000XR-06

น้ำหนักตัวลดลงถึง 5 กิโลกรัม เหลือเพียง 226 กิโลกรัม จาก 231 กิโลกรัมในโฉมก่อน

ระบบส่องสว่างเป็น LED รอบคัน ไฟหน้าปรับเป็นแบบสมมาตร พร้อมทั้งจอแสดงผล TFT

2020-BMW-S1000XR-07
2020-BMW-S1000XR-05
2020-BMW-S1000XR-09
2020-BMW-S1000XR-03

โช้คอัพไฟฟ้าประจำค่ายอย่าง Dynamic ESA ก็ถูกติดตั้งเป็นมาตรฐานมาในรุ่นนี้ พร้อมออพชั่นเสริม Dynamic ESA Pro ที่จะเพิ่มโหมดการทำงานของโช้คอัพ 2 แบบ ได้แก่ Road และ Dynamic ให้ได้เลือกเล่นกัน

และที่ขาดไม่ได้ในมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ๆ แกน IMU 6 แกน ถูกติดมาจากโรงงาน พร้อมฟังก์ชั่นอิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ อย่างระบบป้องกันล้อหมุนฟรี, ระบบป้องกันหน้ายก, ระบบเบรค ABS ภายในโค้ง ที่สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำจากการประมวลผลผ่านแกน IMU

2020-BMW-S1000XR-02
2020-BMW-S1000XR-04

ปิดท้ายด้วยโหมดการขับขี่ 4 โหมด ติดตั้งเป็นมาตรฐานมาจากโรงงาน ได้แก่ Rain, Road, Dynamic และ Dynamic Pro และต้องแสดงความเสียใจด้วยสำหรับสายเตะเกียร์ เพราะควิกชิฟเตอร์ไม่ได้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานติดรถ แต่เป็นออพชั่นเสริมที่ต้องเสียเงินซื้อเพิ่ม เช่นเดียวกับครูซคอนโทรล

ภาพรวมของเจ้า S1000XR ใหม่นี้ ยังคงเป็นจรวดทางเรียบที่เดินทางไกลแล้วไม่เมื่อย เสริมด้วยออพชั่นต่างๆ แบบจัดเต็ม เรียกได้ว่าเป็นเหมือน “คันเดิมที่อัพเกรดในทุกจุด” ก็ว่าได้ ใครที่ชอบเดินทางไกลและอยากสปอร์ตไปพร้อมกัน ต้องคันนี้แหละ ใช่เลย!

2020-BMW-S1000XR-10
2020-BMW-S1000XR-13
2020-BMW-S1000XR-11
2020-BMW-S1000XR-12
2020-BMW-S1000XR-08

หลังจากที่ได้มีการเผยโฉมโมเดลเชนจ์ของ เจ้าฉลามบก BMW S1000RR 2019 ก็จึงมีแนวโน้มงว่า จะมีการพัฒนารถสปอร์ตทัวร์ริ่งอย่างรุ่น S1000XR ขึ้นมาใหม่อีก ซึ่งมีการอัพเกรดพื้นฐานใหม่ และ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่คาดว่าจะมีการเปิดตัวให้สาวกบิ๊กไบค์ได้ชมในช่วงปลายปีนี้

ดูเหมือนว่าการ เผยโฉมใหม่ BMW S1000XR 2020 อาจจะเป็นรถบิ๊กไบค์ที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่งใน ปี 2020 เลยก็เป็นได้

ความน่าสนใจในการพัฒนาBMW S1000XR 2020 ครั้งนี้ ก็จะเป็นการที่นำเครื่องยนต์ขนาดความจุ 999 ซีซี ที่มาพร้อมด้วยเทคโนโลยีวาล์วแปรผัน Shiftcam และเทคโนโลยีสุดล้ำที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการประจุไอดีอัตโนมัติได้ เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้เหมาะสมกับรูปแบบการขับขี่ได้อย่างดีที่สุด และได้เน่นหนักในเรื่องของแรงม้าที่สุงกว่ารุ่นเดิม ยังมีความสามารถใช้งานได้มากขึ้นในรอบที่ต่ำ โดยคาดกันเอาไว้ว่าจะการเพื่มแรงม้าขึ้น 5 แรงม้า หรือจะอยู่ที่ราวๆ 170 แรงม้าเลยทีเดียว

สำหรับด้านระบบกันการสั่นสะเทือนของเจ้าBMW-S1000XR ก็อาจจะมีการพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยเช่นกัน ด้วยเทคโนโลยี Dynamic Damping Control (DDC) ที่ได้รับการปรับปรุงฮาร์ดแวร์ และ ซอร์ฟแวร์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยุบตัวแบบเรียลไทม์ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพถนน และฟังก์ชั่นอื่น ๆ เช่น DTC Wheelie Function (anti-wheliee)

และ Engine Brake (engine brake) อีกทั้งยังได้มีการปรับเปลี่ยนระบบช่วยเหลือการขับขี่ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้เปลี่ยนไปหน้าให้เป็นแบบ Full – LED พร้อมความสว่างที่มากขึ้น

และได้คาดการณ์ว่าในช่วงปลายปี 2019 นี้ อาจจะมีการเปิดตัวBMW S1000XR 2020 หรือ อาจจะเปิดตัวปฐมทัศน์ในช่วง เดือนพฤศจิกายนนี้ อย่างเป็นทางการที่งาน EICMA ในมิลาน และ ราคาเปิดตัวในสเปนจะอยู่ที่ประมาณ 19,400 ยูโร

หากมีข้อมูลการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมอีก ทางเราเว็บไซต์ bigbikeinfo.com จะมานำเสนอให้ทุกคนได้ทราบกันอีกที

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

BMW F900R และ BMW F900XR สองโมเดลทางเรียบ

BMW Motorrad ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติเยอรมัน เอาใจสายทางเรียบด้วยการออกสองโมเดลใหม่ ที่เป็นการต่อยอดความสำเร็จของเครื่องยนต์ตระกูล F สองลูกสูบเรียงอีกครั้ง กับเจ้า F900R และ F900XR สองโมเดลทางเรียบที่มีความแตกต่างบนพื้นฐานที่เหมือนกัน

gUlvma.jpg


2020 BMW F900R

gUlHr9.jpg


2020 BMW F900 XR

สำหรับโมเดลใหม่สองตัวของ BMW Motorrad ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการผลิตเครื่องยนต์สองลูกสูบเรียงของทางค่าย

ที่ได้รับกระแสการตอบรับที่ดีเยี่ยมจาก BMW F750 GS และ F850 GS โมเดลเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา โดยการมาในครั้งนี้ทางผู้ผลิตได้มีการอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่จากขนาด 798 ซีซี (เครื่องเดิมของ BMW F800R) ไปเป็น 895 ซีซี โดยมีการปรับในเรื่องของพละกำลังใหม่ 103 แรงม้า (BHP) ที่ 8,500 รอบต่อนาที

มากกว่าเครื่องยนต์บล็อกเดิม 14.5 แรงม้า และเพิ่มแรงบิดจาก 85.4 นิวตันเมตร ไปเป็น 92 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที เมื่อเทียบกับขุมกำลังชุดเดิมที่อยู่ใน BMW F800R ซึ่งนับว่าเป็นการก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก

gUl6p1.jpg
gUl8QD.jpg

สำหรับสเปกพื้นฐานของ BMW F900R และ F900XR นั้น BMW F900R จะมาในรูปแบบของรถมอเตอร์ไซค์ Naked Roadster ส่วน F900 XR

จะมาในรูปแบบของทัวร์ริ่งทางเรียบ โดยทั้งสองโมเดลจะใช้เครื่องยนต์ชุดเดียวกัน ขนาด 895 ซีซี 2 ลูกสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ

ขนาดกระบอกสูบ x ช่วงชักอยู่ที่ 86 x 77 มิลลิเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ถังน้ำมันจุได้ 15.5 ลิตร ในรุ่น F900 XR และขนาด 13 ลิตรในรุ่น F900R

โดยมีการการันตีว่าสามารถวิ่งได้ไกลด้วยการขับขี่แบบปกติถึง 192 ไมล์ หรือประมาณ 308 กิโลเมตร ในรุ่น F900R และ 229 ไมล์หรือประมาณ 368 กิโลเมตร ในรุ่น F900 XR โดยตัวรถนั้นมีการติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง

Stability Control, ABS และ Rider Nodes สำหรับรูปแบบการขับขี่ที่แตกต่างกัน รวมไปถึงมีระบบ Dynamic Package ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อเพิ่มเติม

โดยจะมีการติดตั้งระบบ Cornering ABS ระบบ Traction Control ระบบ Dynamic Pro riding mode และระบบ Dynamic Brake Control เพิ่มเติมได้อีกด้วย

gUlJ9q.jpg
gUlXdJ.jpg

โครงสร้างตัวรถนั้นมาในรูปแบบของ Steel Bridge รับกับโช้คอัพหน้าหัวกลับ Upside-Down ขนาด 43 มิลลิเมตร ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Single Shock สามารถปรับระดับได้ทั้ง Reround และ Damping และ Preload แบบ Hydralic

ระบบเบรกหน้าดิสก์คู่ขนาด 320 มิลลิเมตร ปั้มเบรก Brembo 4 พอร์ตแบบ Radial Mount ระบบเบรกหลังดิสก์เดี่ยวขนาด 220 มิลลิเมตร ปั้มเบรก 1 พอร์ต วงล้อขนาด 17 นิ้ว สวมยางขนาด 120/70-17

และ 180/55-17 มิติตัวรถ F900 XR มีความกว้าง 860 มิลลิเมตร ความยาว 2,160 มิลลิเมตร ความกว้างฐานล้อ 1,521 มิลลิเมตร ความสูงเบาะนั่ง 825 มิลลิเมตร น้ำหนักตัว 219 กิโลกรัมไม่รวมของเหลว ส่วน F900R จะมีความกว้าง 815 มิลลิเมตร

ความยาว 2,140 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 1,518 มิลลิเมตร ความสูงเบาะนั่ง 815 มิลลิเมตร น้ำหนักตัว 211 กิโลกรัมไม่รวมของเหลว

gUlaZb.jpg

สำหรับราคาเปิดตัวของ 2020 BMW F900XR และ F900R นั้นยังไม่มีการเปิดเผย ซึ่งต้องรอการประกาศราคาอย่างเป็นทางการในช่วงเวลาต่อไป

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

KTM 390 Adventure น้องใหม่สายลุย จากKTM

KTM 390 Adventure ย้อนไปเมื่อปี 2017 ทาง KTM เคยให้สัมภาษณ์กับพวกเราว่า การทำรถมอเตอร์ไซค์แนวแอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีพัดกัดแค่ราวๆ 300cc-400cc นั้น

ไม่ใช่แนวทางของค่ายมากเท่าไหร่ เนื่องจากพละกำลังของเครื่องยนต์พิกัดนี้ ไม่สามารถให้ความสนุกที่เหมาะสมกับแนวทางของรถได้

แต่จนแล้วจนรอดพอถึงช่วงต้นปี 2018 รถมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวกลับโดนถ่ายเอาไว้ได้ขณะเข้ารับการขี่ทดสอบเสียอย่างนั้น และท้ายที่สุดเจ้า 2020 KTM 390 Adventure ก็ถูกเผยโฉมขายจริงเสียอย่างนั้นวันนี้ ที่งาน EICMA Show 2019

2020-ktm-390-adventure-eicma2019-02


โดยหากกล่าวถึงหน้าตาในภาพรวมของ 390 Adventure คันนี้ จะเห็นได้ว่ามันเหมือนกับเอาเส้นสายของ 790 Adventure มาย่อส่วนลงยังไงยังงั้น เพราะทั้งชุดไฟหน้า, วินชิลด์, แผงแฟริ่งด้านข้าง กับอกล่างของเจ้าน้องเล็กคันนี้นั้น มีลักษณะดีไซน์เหมือนกับพี่กลางของมันแทบทั้งหมด

2020-ktm-390-adventure-eicma2019-05


ส่วนรายละเอียดในเชิงเทคนิคของเครื่องยนต์นั้น ตัว 390 Adventure คันนี้ ก็จะยังเลือกใช้บล็อค สูบเดียว 373.2cc DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ลูกเดียวกันกับของ RC390 / Duke 390 ซึ่งจากการอ่านข้อมูลสเปคในเบื้องต้น

ปรากฏว่าทั้ง เลขแรงม้าสูงสุด 44 HP ที่ 9,000 รอบ/นาที กับแรงบิดสูงสุด 37 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที ที่เคลมเอาไว้ใน 390 ADV นั้น คือเลขเดียวกันกับ Duke 390 ทั้งหมด

แม้แต่ชุดสเตอร์หน้าหลังเองยังเป็นชุดเดียวกัน คือ 15:45 และชุดโซ่ก็เป็นแบบ X-Ring เบอร์ 520

2020-ktm-390-adventure-eicma2019-06


นอกนั้นในส่วนของชุดเฟรมก็ยังคงเป็นแบบโครงเหล็กถักเช่นเดิมตามสไตล์ KTM, ส่วนระบบกันสะเทือนก็ดูจะเป็นของที่ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจาก RC390 / Duke 390 ทั้งหมด โดยโฟกัสไปที่การเสริมความทนทาน และเพิ่มช่วงยุบกับความสูงให้มากขึ้น จนส่งผลให้ความสูงเบาะขยับขึ้นเป็น 855 มิลลิเมตร แถมยังเสริมในเรื่องของฟังก์ชันการปรับเซ็ท อัตราการยืด/ยุบที่โช้กคู่หน้า และ อัตราการยืด/ยุบ กับพรีโหลดที่โช้กเดี่ยวด้านหลัง

2020-ktm-390-adventure-eicma2019-01


ด้านชุดล้อเองก็เป็นแบบซี่ลวด ขนาดวงด้านหน้า 19 นิ้ว ใหญ่กว่าด้านหลัง ที่เป็นขอบ 17 ซึ่งทั้งหมดนี้จะรัดด้วยยางหนามไซส์ 100/90-19 และ 130/80-17 ตามลำดับ เพื่อเอื้อต่อการปีนป่ายอุปสรรคฉบับ แอดเวนเจอร์ไบค์

2020-ktm-390-adventure-eicma2019-07


ฝั่งระบบเบรก แม้จานด้านหน้าจะมีขนาด 320 มิลลิเมตร ซึ่งใหญ่กว่าทั้ง Duke และ RC ที่ใช้จานเบรก 300 มิิลลิเมตร แต่ 390 ADV ก็จะได้ใช้ชุดปั๊มเรเดียลเมาท์ 2 พอร์ท แทนที่จะเป็น 4 พอร์ท เหมือนเพื่อนๆ ขณะที่จานเบรกหลังให้ขนาดมาเท่ากันคือ 230 มิลลิเมตร

และทำงานร่วมกับปัีมโฟลทติ้งเมาท์ สุบเดียว กับระบบ ABS Dual Channel รุ่น 9 Plus จาก Bosch เช่นเดิม

2020-ktm-390-adventure-eicma2019-03


ส่วนกำหนดการเปิดตัวในไทย ทางเรายังไม่สามารถระบุได้ในตอนนี้เนื่องจาก ยังมีมีข้อมูลเลยว่าใครจะมาเป็นผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ของ KTM ในบ้านเรา

มาตามนัด KTM 390 Adventure แอดเวนเจอร์ไซส์เล็กจากค่ายไร่ส้มจากออสเตรียที่แว่วข่าวตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทยมาพักใหญ่แล้ว แต่ยังไม่คืบหน้า

หลังจากกระแสของรุ่นใหญ่ 790 Adventure ทางค่ายก็ไม่พลาดที่จะพัฒนารุ่นเล็กสำหรับตลาดไซส์กระทัดรัด ใช้งานคล่องในทุกวันด้วยพละกำลังจากเครื่องยนต์สูบเดียว 373 ซีซี 43 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 37 นิวตันเมตร บนน้ำหนักตัว 158 กก. ไม่รวมของเหลว

นอกจากพละกำลังของเครื่องยนต์แล้วยังมีฟังก์ชั่นเจ๋งๆ อื่นๆ ทั้ง Slipper Clutch ระบบกันสะเทือนจาก WP ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหัวกลับที่ด้านหน้า มีระยะจากพื้นถึงรถสูงถึง 200 มม. พร้อมลุย

ระบบเบรกยังมี ABS และ Cornering ABS ใช่ครับอ่านไม่ผิด ที่สำคัญยังมี ABS Off-Road และมี Traction Control และออพชั่น Quick Shifter ทั้งขึ้นและลง

จอแสดงผล TFT สี่สี จะขัดใจก็แค่เป็นล้อแม็กนี่ล่ะ แต่ของเท่านี้ ในคลาสนี้ใครจะสู้เ

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

All New Honda CBR 1000RR-R SP ได้รับการพัฒนาจาก HRC

ด้วยความโหดจากรถแข่งโมโตจีพีอย่าง Honda RC213V สิ่งแรกที่เราได้เห็นอยู่บนรถ All New CBR 1000RR-R และ SP 2020 คันนี้ก็คือวิงเล็ทหรือที่เรียกกันว่าปีกนั่นเอง

รวมไปถึงตัวถัง และเครื่องยนต์ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวแข่งเช่นกัน พร้อมยัดเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาจาก HRC เข้ามาเต็มลำ

ด้านเครื่องยนต์ของ All New CBR 1000RR-R กันก่อน โดยมีเครื่องยนต์ขนาด 999.9 ซีซี  4 สูบเรียง 16 วาล์ว DOHC ระบายความร้อนด้วยของเหลว

ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5 พละกำลังสูงสุด 214 แรงม้า ที่ 14,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 12,500 รอบต่อนาที

เพื่อช่วยเครื่องยนต์รอบนี้ Honda จัดแรมแอร์รูใหญ่ไว้ข้างหน้าแฟริ่ง ให้อากาศไหลผ่านเข้าไปที่ airboxโดยตรง ส่วนท่อไอเสียเป็นแบบ 4-2-1 รูปวงรี จาก Akrapovic ที่ร่วมพัฒนากับทาง Honda วาล์วไอเสียถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อส่งแรงบิดในรอบต่ำและในรอบสูง

ด้วยแรงม้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ระบบคันเร่งจึงมีการพัฒนาให้ดีขึ้น มีโหมดการขับขี่เริ่มต้น 3 โหมด, ระบบ Engine Brake, ระบบ Wheelie Control และระบบควบคุมแรงบิด Honda Selectable Torque Contrl (HSTC)

เฟรมของ All New Honda CBR 1000RR-R เป็น Aluminium Diamond  ความแข็งแรงของเฟรมในแนวตั้งและแรงบิด เพิ่มขึ้น 18% และ 9% ส่วนความแข็งแรงของเฟรมแนวนอนลดลง 11% ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อความรู้สึกเมื่อถึงจุดสูงสุด และสวิงอาร์มคู่แบบใหม่

ด้านระบบกันสะเทือนของรุ่นนี้ โช้คหน้า Showa ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร สามารถปรับพรีโหลด และรีบาวด์ได้ ช่วงชัก 120 มิลลิเมตร และ พร้อมกับลูกสูบขนาดใหญ่ ส่วนโช้คหลัง เป็น Showa BFRC-L สามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพสชั่นได้

ระบบเบรก เบรกหน้าจานดิสก์คู่ ขนาด 330 มิลลิเมตร (ใหญ่กว่าทั่วไป 10 มิลลิเมตร) ปั้มเบรกเรเดียลเมาท์จาก Nissin 4 ลูกสูบ ส่วนเบรกหลักจานดิสก์เดี่ยวขนาด 220 มิลลิเมตร ปั้มเบรกจาก Brembo 2 ลูกสูบ 

หน่วยวัดแรงเฉื่อย 6 แกน ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ระบบควบคุมกันสบัดอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ของ Honda 3 ระดับ (HESD) หน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถปรับได้โดยใช้ปุ่มแฮนด์ทางฝั่งซ้าย มีระบบกุญแจอัจฉริยะ และนอกจากนี้ยังมีระบบออกตัวที่ทำให้เหล่าไบค์เกอร์สามารถออกตัวได้อย่างเนียนๆ 

แอโร่ไดนามิค จากรถตัวแข่งโมโตจีพีอย่าง RC213V ได้ถูกถ่ายทอดลงบนรถ All New CBR1000RR-R รวมไปถึงวิงเล็ทที่เพิ่มแรงกด (Downforce) ได้เป็นอย่างดี ขนาดถังน้ำมันลดขนาดลง 45 มิลลิเมตร ทำให้กระทัดรัดขึ้น บังโคลนหน้าก็ยังมิวายที่จะออกแบบมาช่วยเรื่องแอโร่ไดนามิคด้วยเหมือนกัน ซึ่งสามารถช่วยลดแรงต้านอากาศได้ 0.270

สำหรับ All New Honda CBR1000RR-R SP 2020 ภาพรวมแล้วเหมือนกันกับ All New Honda CBR1000RR-R เกือบทุกอย่าง แตกต่างกันในเรื่องของโช้ค สำหรับโช้คหน้าใช้  NPX Smart-EC ส่วนโช้คหลัง Ohlins TTX36 Smart-EC

และในเรื่องของระบบเบรก ปั้มเบรกหน้าใช้ของ Brembo Stylema ส่วนเบรกหลังก็ใช้ปั้ม Brembo เหมือนกันกับที่ใช้ใน RC213V-S

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com

ประเภทรถ รถยนต์ PPV SUV PICK UP ECO-Car

1. รถ ECO-Car (อีโคคาร์)

ประเภทรถ รถ ECO-Car เป็นศัพท์ และคำจำกัดความที่เรียกเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น (หากเป็นตลาดในต่างประเทศ โซนยุโรปรถขนาดเล็กมักจะจัดอยู่ในกลุ่ม A-Segmant Car ตามการเรียกของ EuroNCAP ในเครื่องยนต์ขนาด 660-1000 CC.

หรือ Mini Car, City Car และรถยนต์กลุ่ม K-Car หรือ Kei-Jidosha ในญี่ปุ่น)สำหรับรถในกลุ่ม ECO-Car นั้นเหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ต้องการใช้รถขนาดเล็กเพื่อใช้งานในเมืองเป็นหลัก กลุ่มนักศึกษา หรือกลุ่มวัยเพิ่งเริ่มต้นทำงาน โดยขายรถในราคาที่ไม่แพง เน้นการประหยัดน้ำมัน บำรุงรักษาง่าย อะไหล่ไม่แพง ราคาขายต่อไม่ตกมาก

Honda Brio Amazeโครงการรถ ECO-Car คือโครงการส่งเสริมการลงทุน ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กเพื่อขายในประเทศไทย ในตอนแรกมีการกำหนดขนาดตัวรถให้ยาวได้แค่ 3.6 เมตร กว้าง 1.63 เมตร แต่ด้วยปัญหาหลายๆ อย่าง จึงต้องยกเลิกเงื่อนไขการจำกัดขนาดตัวถัง

แต่ยังคงจำกัดขนาดเครื่องยนต์ไว้ให้ไม่เกิน 1.2 ลิตร ต้องประหยัดน้ำมัน 20 กม./ลิตร เหมือนเดิม เป็นต้น (อย่างในกรณีของนิสสัน มาร์ช, อัลเมร่า

และซูซูกิ สวิฟท์ ในตลาดโลก รถ 3 รุ่นนี้จะถือว่าเป็นรถในขนาด Sub-Compact แต่นิสสัน และ ซูซูกิ แก้เกมด้วยการนำเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรเข้ามาใส่ เครื่องยนต์ประหยัดน้ำมัน 20 กม./ลิตร ตามเกณฑ์

ทำให้สามารถเข้าโครงการรถ ECO-Car ตามที่รัฐบาลกำหนดได้ทันที)ในปี 2550 รัฐบาลในขณะนั้นได้อนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนในการผลิตรถยนต์ ECO-Car ถึง 3 ยี่ห้อ คือ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

และบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยรถ ECO-Car  จะต้องมี 4 คุณสมบัติของรถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล (ECO Technology) คือ

  1. ประหยัดน้ำมัน โดยจะต้องมีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 5 ลิตร/100 กม. หรือน้ำมัน 1 ลิตรวิ่งได้ระยะทาง 20 กม. 
  2. การรักษาสิ่งแวดล้อม มาตรฐานมลพิษปลอดภัยระดับยูโร 4 คือ มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์น้อยกว่า 120 กรัม/ระยะทาง 1 กม. โดยรถยนต์ในกลุ่มประเทศยุโรป มีเพียง 5% ที่ผ่านมาตรฐานระดับยูโร 4 นี้ 
  3. ความปลอดภัยในระดับสูง ได้มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป (UNECE 94 และ 95) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากการชนด้านหน้า และด้านข้าง 
  4. ความคล่องตัว เพื่อให้เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง จึงกำหนดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และไม่เกิน 1,400 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

สำหรับในไทยรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ ได้แก่ นิสสัน มาร์ช, นิสสัน อัลเมร่า, ฮอนด้า บริโอ, ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่, เกีย พิคันโต้, เฌอรี่ คิวคิว และมิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ เป็นต้น

2. รถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก (รถ Sub-Compact)

ประเภทรถ ที่ผ่านมาบ้านเราอาจไม่คุ้น หรือรู้จักกับคำว่า Sub-Compact มากเท่าไร (หรือรถประเภท B-Segment ตามการเรียกของ EuroNCAP) เพราะการจัดหมวดหมู่รถยนต์ในเมืองไทย อาจจะค่อนข้างสับสน มักเรียกแบบเหมารวมกันมากกว่า เช่น รถเก๋ง, ปิกอัพ, รถตู้ หรือไม่ก็ใช้ราคาขาย หรือเครื่องยนต์เป็นตัวแบ่งกลุ่ม ซึ่งการเรียกรถในกลุ่ม Sub-Compact นั้นเป็นที่นิยมเรียกกันในฝั่งอเมริกาเสียมากกว่ารถประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในยุควิกฤตน้ำมัน

หรือ Oil Crisis ประมาณกลางๆยุค 1970 ที่รถอเมริกันหลายๆ เจ้า ออกรถขนาดเล็กมาจำหน่าย อาทิ Ford Pinto, AMC Pacer หรือ AMC Gremlin มาขาย ก่อนความนิยมจะลดลงเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งประมาณกลางๆ ยุค 90 เมื่อบรรดาแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะ โตโยต้า และ ฮอนด้า นำรถในกลุ่มนี้เจาะตลาดอเมริกาอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งราคาน้ำมันในอเมริกาช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เลยทำให้คนอเมริกันเริ่มหันมามองรถยนต์ขนาดเล็กโดยเฉพาะในกลุ่ม Sub-Compact อีกทั้งตั้งแต่ช่วงปลายๆยุค 80 ค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง GM ยังต้องจับมือร่วมกับรถค่ายญี่ปุ่นอย่าง โตโยต้า และ ซูซูกิ เพื่อแลกเปลี่ยนรถกัน และนำมาผลิตในแบรนด์ของตัวเองอย่าง GEO (ตอนนี้เลิกผลิตไปแล้ว)

Toyota Vios 2017

Mazda2รถยนต์ในกลุ่ม Sub-Compact มีคุณสมบัติไม่ต่างจากรถอย่างในประเภท Compact Car มากนัก มีทั้งแบบ 3, 4 และ 5 ประตู ทั้งเรื่องสมรรถนะ การตกแต่งภายใน อุปกรณ์อะไหล่ต่างๆ คล้ายคลึงกับรถยนต์ประเภทอื่นๆ มีแต่เพียงขนาดตัวรถที่เล็กกว่า

และเครื่องยนต์อาจจะเล็กกว่า สำหรับในประเทศไทย หลังจากที่รถในตลาดกลุ่มนี้กำเนิดขึ้นมาประมาณกลางๆยุค 80 ที่โตโยต้านำรถแฮตช์แบ็กรุ่น “สตาร์เลท” และนิสสันก็ออก “มาร์ช” มาขายแล้วก็เริ่มซาไป เนื่องจากราคา และกลุ่มตลาดไม่ต่างจากรถที่มีขายอยู่ในขณะนั้นนัก ภายหลังการปรับโครงสร้างภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป และภาษีชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ

และการนำเข้ารถเสรีได้ในปี 2534 แล้ว รถพวกนี้ก็กลับมาขายในท้องตลาดโดยเกรย์ มาร์เก็ต ในราคาที่แพงกว่ารถคลาสสูงกว่าที่บริษัทแม่ในนี้ประกอบขายด้วยซ้ำไป จนบริษัทแม่ของรถรุ่นต่างๆ เริ่มหันกลับมาศึกษารถในกลุ่มตลาดนี้ และจนกระทั่งช่วงปลายยุค 90 โตโยต้ากำเนิดโครงการผลิตรถ “AFC” และผลิตรถรุ่น “โซลูน่า” ออกมาจำหน่ายในปี 2540

พร้อมกับฮอนด้าก็ออกรถยนต์รุ่น “ซิตี้” ขึ้นมาด้วยเช่นกัน ทำให้รถกลุ่มตลาด Sub-Compact เริ่มเป็นที่นิยม และเริ่มมีผู้จำหน่ายหลายยี่ห้อมากขึ้น พร้อมกับการถือกำเนิดของ “ฮอนด้า แจ๊ส” ที่ทำให้ตลาดรถท้ายตัดแบบ Sub-Compact กลับมาคึกคัก คู่กับการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงมากขึ้นด้วยเช่นกัน

Honda City 2017สำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ (ในไทย) ได้แก่ โตโยต้า ยาริส, โตโยต้า วีออส, ฮอนด้า แจ๊ส, ฮอนด้า ซิตี้, มาสด้า 2 แฮตซ์แบ็ก, มาสด้า 2 ซีดาน, ฟอร์ด เฟียสต้า, เชฟโรเลต อาวีโอ, เกีย ริโอ, โปรตอน แซฟวี่, โปรตอน ซากา, เปอโยต์ 207 และ ซีตรอง DS3 เป็นต้น (จริงๆนิสสัน มาร์ช, อัลเมร่า และซูซูกิ สวิฟท์ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน แต่ด้วยขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กกว่า เลยจัดอยู่ในกลุ่ม ECO-Car ไป)

3. รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (Compact Car)

ประเภทรถ รถยนต์รุ่นที่ถูกจัดเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็ก หรือ Compact Car ในตลาดของเมืองไทยและทั่วโลก (หรือรถประเภท C-Segment ตามการเรียกของ EuroNCAP) เป็นรุ่นที่ขายดีกว่ารถยนต์นั่งรุ่นอื่นๆ ของยี่ห้อต้นสังกัด (ถ้าไม่นับรถตระกูล MPV, SUV, Pickup) ด้วยเพราะรถมีขนาดที่ไม่เล็กเกินไปสำหรับการเป็นรถครอบครัว และไม่ใหญ่เทอะทะเกินไปสำหรับการขับขี่ในเมือง หรือการขับขี่ในฐานะรถส่วนบุคคล อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งเครื่องยนต์

หรือตัวถังให้เป็นแนวสปอร์ต หรือไว้ลงแข่งขันในรายการต่างๆก็ได้ด้วยขนาดของรถยนต์ิ และเครื่องยนต์ที่เหมาะสมและลงตัว ใช้งานได้ในหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นรถครอบครัว ขนข้าวขนของ เป็นที่นิยมทั้งรถบ้าน รถแท็กซี่ จึงทำให้ยอดขายของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก มักจะมียอดขายค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีทั้งแบบ 4 ประตูซีดาน 5 ประตูแวกอน หรือแบบ 2 ประตูคูเป้ให้เลือกมากมาย

Toyota Altis 2017

Honda Civicรถในกลุ่ม Compact นั้นมีขายในบ้านเรามาอย่างยาวนานหลายสิบปี ในปัจจุบัน รถในกลุ่ม Compact Car ส่วนใหญ่จะมีขนาดความยาวของตัวถังระหว่าง 4.4 – 4.75 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.8 เมตร ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5-2.0 ลิตร ในอดีตรถยนต์กลุ่มนี้ มักจะมีตัวถัง และความกว้างเล็กกว่านี้ และมีเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตรมาให้เลือก พอตั้งแต่ช่วงกลางยุค 90 ที่หลายยี่ห้อเริ่มมีโครงการผลิตรถ Sub-Compact มาขายอย่างจริงจัง

รถในกลุ่มเหล่านี้ก็เริ่มอัพเกรดตัวเอง ขยับกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่สูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มอุปกรณ์เสริมต่างๆ ให้กับรถมากขึ้นเช่นปัจจุบัน อีกทั้งยังมีการแยกกลุ่มรถประเภทนี้ ออกไปเป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราระดับต้น หรือที่เรียกว่า Entry-level luxury car อีก ซึ่งมีขนาดที่พอๆ กับรถยนต์นั่งขนาด Compact หรือใหญ่กว่าไม่มาก แต่มักจะมีความหรูหราพอๆ กับรถยนต์นั่งขนาดกลาง

(รถยนต์ขนาดที่ใหญ่กว่า มักมีการตกแต่งภายในที่หรูหรากว่ารถขนาดเล็ก แต่รถ Entry-level luxury car จะมีขนาดเล็ก แต่มีความหรูหราพอๆ กับรถขนาดกลาง) อีกทั้งยังมีภาพลักษณ์ในการใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่มีกำลังมาก สมรรถนะสูง

MG6สำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ (ในไทย) ได้แก่ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส, โตโยต้า พรีอุส, ฮอนด้า ซีวิค, มิตซูบิชิ แลนเซอร์ EX, MG6, มาสด้า 3, เชฟโรเลต ครูซ, ฟอร์ด โฟกัส, เปอโยต์ 308, BMW ซีรีส์ 3, เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส และเลกซัส IS เป็นต้น

4. รถยนต์นั่งขนาดกลาง (Mid-Size Car)

ประเภทรถ รถยนต์นั่งขนาดกลาง มีขนาดภายในใหญ่พอที่จะรองรับผู้ใหญ่ 5 คน ได้โดยไม่เบียดเสียด มีเครื่องยนต์ที่สมรรถนะสูงขึ้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0-3.5 ลิตร เพื่อรองรับน้ำหนักตัวรถที่มากขึ้น สามารถใช้เป็นรถสำหรับครอบครัวได้ดี และมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

ซึ่งแต่เดิมรถบางรุ่นที่อยู่ในตลาดนี้ เคยเป็นรถยนต์ในกลุ่มประเภท Compact Car มาก่อน แต่พอช่วงประมาณต้นยุค 90 รถกลุ่มนี้ก็ได้อัพเกรดตัวเองขึ้นมาเป็นรถขนาด Mid-Size Car เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มออปชั่นของตัวรถ และราคาขายก็ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Nissan Teana

Toyota Camryรถในกลุ่มนี้ ยังมีแยกย่อยออกไปเป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดกลาง (Mid-size Luxury Car) อีกด้วย ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ารถยนต์นั่งขนาดกลางแบบธรรมดา และความหรูหราภายในห้องโดยสารที่มากกว่า เครื่องยนต์มีขนาดใหญ่

สมรรถนะสูงกว่ามาตรฐานที่รถขนาดกลางทั่วไป หรือแม้แต่รถขนาดใหญ่ทั่วไปเลือกใช้ รถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดกลางที่เป็นที่รู้จัก ส่วนใหญ่มักจะเป็นรถจากฝั่งยุโรป เช่น BMW ซีรีส์ 5, ออดี้ A6, จากัวร์ XF หรือเมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส เป็นต้นสำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ (ในไทย)

ได้แก่ โตโยต้า คัมรี่, ฮอนด้า แอคคอร์ด, นิสสัน เทียน่า, ซูบารุ เลกาซี, ฮุนได โซนาต้า, โฟล์คสวาเกน พัสสาท CC, ออดี้ A6 และ วอลโว่ S60 เป็นต้น

5. รถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (Full-Size Car)

ประเภทรถ รถยนต์นั่งขนาดใหญ่ หรือ Full-Size Car เป็นรถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดารถเก๋งทั้งหมด

(ร่วมกับ Full-Size Luxury Car) มีตัวถังภายในกว้างขวาง ตัวรถมีความยาว 4.9 – 5 เมตรขึ้นไป เครื่องยนต์มีตั้งแต่ 8-12 สูบ เน้นสมรรถนะ ความแรง และความหรูหรา สำหรับกลุ่มครอบครัวใหญ่ ผู้บริหาร ผู้จัดการ เจ้าของกิจการ

BMW 7 Series

Mercedes-Benz S-Classสำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ (ในไทย และต่างประเทศ) ได้แก่ โตโยต้า คราวน์, เลกซัส LS460, โตโยต้า เซนจูรี่, อินฟินิตี้ คิว 45, ฮอนด้า เลเจนด์, เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส, มายบัค 57/62, BMW ซีรีส์ 7, ออดี้ A8, จากัวร์ XJ, ซีตรอง C6 และมาเซราติ ควอตโตรปอร์เต้ เป็นต้น

6. รถยนต์แบบ Hot Hatch

ประเภทรถ สำหรับรถในกลุ่มนี้หลายๆ คนอาจจะไม่รู้จัก แต่ในประเทศแถบโซนยุโรป รถเหล่านี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หากใครที่ชื่นชอบการแข่งรถ หรือดูรายการที่เกี่ยวกับแข่งรถ

อาทิ รายการ WRC Rally ก็จะได้เห็นรถประเภทนี้ในการแข่งขันกันบ่อยๆ เกือบทั้งหมดเป็นรถสไตล์แฮตช์แบ็กท้ายตัด มีเครื่องยนต์ทรงพลัง สร้างมาบนพื้นฐานของรถแบบ Sub-Compact หรือรถแบบ Compact ที่เน้นพลัง และการขับขี่ที่สนุกสนาน

เน้นการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันก็ได้ วันหยุดก็ดี แต่ราคาค่าตัวรถที่ค่อนข้างจะแพง เนื่องจากการแต่งชุดสปอร์ตทั้งคัน

Volvo V40
สำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ (มีขายในไทย ส่วนมากนำเข้าโดยเกรย์ มาร์เก็ต) ได้แก่ มินิ คูเปอร์, มินิ คลับแมน, ซีตรอง DS3 เรซซิ่ง, เฟียต 500 Abarth 695 Tributo Ferrari, ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ ยูโร และโฟล์คสวาเกน กอล์ฟ GTi เป็นต้น

7. รถยนต์สปอร์ตซีดาน / สปอร์ตคูเป้ / ซูเปอร์คาร์

รถยนต์นั่งสมรรถนะสูง หรือรถสปอร์ต โดยทั่วไปจะมีลักษณะเดียวกับรถยนต์นั่งทั่วไป ยกเว้นรูปทรงและสไตล์การดีไซน์รูปแบบสปอร์ต เสริมชุดแต่งรอบคัน ตัวถังมีขนาดน้ำหนักเบา เพื่อลดน้ำหนักรถยนต์ เพื่อให้รถยนต์สามารถมีอัตราเร่งได้สูง

และวิ่งได้ในอัตราเร็วสูงกว่ารถยนต์นั่งทั่วไปเกือบสองเท่า รถยนต์นั่งสมรรถนะสูงที่มีชื่อเสียงมีมากมาย และบางคันอาจจะเป็นรถรุ่นที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัด และมีเพียงไม่กี่คัน เป็นของเล่นของสะสมสำหรับเศรษฐี นอกจากนี้รถกลุ่มรถสปอร์ต ยังรวมไปถึงรถเปิดประทุน (หรือที่เรียกกันว่า Cabrio, Cabriolet และ Convertible อีกด้วย)

MINI Cooper S Convertible

Mazda MX-5

KIA Cerato Koup

Porsche 911สำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ (มีขายในไทย ส่วนมากนำเข้าโดยเกรย์ มาร์เก็ต) ได้แก่ มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น, ซูบารุ อิมเพรซ่า WRX เป็นต้น ในส่วนของรถสปอร์ตคาร์ และซุเปอร์คาร์ ในกลุ่มตลาดนี้ (ที่มีขายในไทย ส่วนมากนำเข้าโดยเกรย์ มาร์เก็ต เช่นกัน)

อาทิ มาสด้า MX-5, มาสด้า RX-8, นิสสัน GT-R, ปอร์เช่ 911, แลมโบกีนี่ แกลลาร์โด, มาเซราติ แกรนด์ ตูริสโม่, เมอร์เซเดส-เบนซ์ SLS หรือเฟอร์รารี่ 458 อิตาเลีย เป็นต้น

8. รถยนต์เอนกประสงค์ (หรือ MPV)

รถประเภทนี้ได้ถือกำเนิดมาในช่วงประมาณกลางๆ ยุค 80 ที่นำเอารถตู้มาพัฒนาบนพื้นฐานของรถยนต์นั่ง จนออกมาเป็นรถ MPV เพื่อการใช้งานที่ลงตัว เจ้าแรกที่คิดค้นรถประเภทนี้ออกมาจำหน่าย นั่นคือ ไครส์เลอร์ โวยาเจอร์ จากนั้นตามติดๆ มาด้วย เรโนลต์ เอสปาช ในปัจจุบันรถในกลุ่ม MPV ยังได้มีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยออกมาหลายๆกลุ่ม

เช่น Mini MPV, Compact MPV และ Large MPV ด้วยก็ตาม เกือบร้อยเปอร์เซนต์ของรถประเภทนี้นั้นขับเคลื่อนล้อหน้า เบาะนั่งอาจจะมี 2-3 แถวเพื่อรองรับการโดยสารตั้งแต่ 5-8 ที่นั่ง เน้นการใช้งานที่อเนกประสงค์ เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ หรือการเดินทางเป็นหมู่คณะ

Toyota Alphard

KIA Grand Carnival

Suzuki Ertigaในประเทศไทยเองได้สัมผัสกับรถในรูปแบบ MPV จากการนำเข้าของบรรดาเกรย์ มาร์เก็ต และบริษัทแม่ทั้งหลาย สำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ที่มีขายในไทยปัจจุบัน (ส่วนมากนำเข้าโดยเกรย์ มาร์เก็ต)

ได้แก่ โตโยต้า วอกซี, โตโยต้า โนอาห์, โตโยต้า ไอซีส, โตโยต้า พรีอุส อัลฟ่า, โตโยต้า เอสติม่า, โตโยต้า อัลพาร์ด, โตโยต้า เวลล์ไฟร์, นิสสัน เซเรนา, นิสสัน เอลแกรนด์, มาสด้า MPV และเกีย คาร์นิวัล เป็นต้น

9. รถยนต์เอนกประสงค์สมรรถนะสูง (หรือ SUV)

รถยนต์เอนกประสงค์สมรรถนะสูง หรือ SUV (ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle : Sport = สมรรถนะสูง (แบบรถสปอร์ต), Utility = สารประโยชน์, Vehicle = พาหนะ) เป็นคล้ายๆ กับรถ MPV แต่จะต่างที่ MPV จัดสรรพื้นที่ใช้สอยได้ยืดหยุ่นมากกว่า

และมักใช้เครื่องยนต์เบนซิน ในขณะที่ SUV จะมีสมรรถนะสูงกว่า สามารถใช้ไต่เขาชัน และวิ่งทางวิบากได้ดีกว่า

และมักใช้เครื่องยนต์ดีเซล แต่การจัดพื้นที่ใช้สอยไม่ค่อยยืดหยุ่น หรือหลากหลายเท่า MPV แต่ก็ถือว่ามากกว่ารถเก๋ง และเพียงพอที่จะเรียกว่าเป็นรถอเนกประสงค์ รถประเภทนี้ได้รับความนิยมมากในตอนนี้ ทั้งจากกลุ่มครอบครัวขนาดกลาง แถมรถ SUV รุ่นใหม่หลายๆ รุ่น ยังสามารถเลือกการขับขี่ได้ทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ อีกต่างหาก

Honda CR-V

Mazda CX-5

MG GS

Nissan X-Trailสำหรับตลาดรถ SUV ในบ้านเราได้เริ่มต้นประมาณกลางยุค 90 ที่เริ่มมีรถอย่าง โตโยต้า ราฟโฟร์ ซึ่งปัจจุบันไม่มีจำหน่ายในไทยและฮอนด้า CR-V หรือฟอร์ Escape เป็นต้น ที่เข้ามาจำหน่ายรายแรกๆ 

Isuzu MU-X

Toyota fortuner

Mitsubishi Pajero SportPPV-(Pick-up base Passenger vehicles) เป็นรถที่เข้าโครงการดัดแปลงเพื่อปรับฐานภาษีให้ต่ำลง ด้วยการใช้พื้นฐานของรถปิคอัพ และดัดแปลงตัวถังใหม่ ใส่โครงรถให้เป็นลักษณะ SUV หรืออเนกประสงค์มากขึ้น โดยใช้พื้นฐานชัชซีสจากปิคอัพ ซึ่งรถลักษณะนี้ความจริงเป็นประเภทเดียวกับ SUV นั่นเอง ส่วน PPV ที่เรียกกันนั้นใช้แต่ในประเทศไทยและประเทศที่เข้าร่วมโครงการ PPV เท่านั้น ประเทศนอกเหนือจากนี้ไม่รู้จัดคำว่า PPV ด้วยซ้ำไป 

Chevrolet Trailblazer ในส่วนของรถแบบ PPV (Pick-up base Passenger vehicles) ที่ใช้เรียกรถฟอร์จูนเนอร์ หรือ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ตกันนั้น

เป็นชื่อที่เรียกเฉพาะในไทยเท่านั้นครับ (หลายคนคิดว่า ด้านหน้าคล้ายกับรถปิคอัพที่ขาย ก็คงต้องมีอะไรที่เหมือนๆ กับรถปิคอัพเอามาดัดแปลง ซึ่งในปัจจุบัน ไม่ใช่ แล้ว อีกทั้งรถ 2 รุ่นนี้

ก็ยังมีส่งออกไปจำหน่ายหลากหลายประเทศทั่วโลก หากใครจะเรียกรถประเภทนี้ว่ารถ PPV ก็เอาไว้เรียกรถที่ไทยรุ่งเอารถกระบะมาต่อหลังผลิตเป็นรถแวนอย่างเดียวจะถูกต้องกว่า) และในปัจจุบันอาจเรียก PPV น้อยลงเรื่อยๆ และกลับไปใช้คำว่า SUV ตามความเป็นจริงเช่นเดิมมากขึ้น

Ford Everestสำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ (มีขายในไทย) ได้แก่ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์, นิสสัน เอกซ์-เทรล, ฮอนด้า CR-V, มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต, มาสด้า CX-9, ฟอร์ด เอสเคป, ฟอร์ด เทอร์ริทอรี่, เชฟโรเลต แคปติว่า และเชฟโรเลต เทรลเบรเซอร์ ใหม่ เป็นต้น

10. รถกระบะ (Pick-Up)

ในเมืองไทยรถกระบะนับได้ว่ามียอดขายที่มากติดอันดับโลก เป็นรองก็เพียงสหรัฐอเมริกาทีเดียว ดังนั้นรถหลายๆ ยี่ห้อจึงย้ายฐานการผลิตรถกระบะมาอยู่ที่นี่ แล้วผลิตส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก ในตลาดกลุ่มรถกระบะ ก็สามารถแบ่งแยกย่อยออกอีกเป็น 3 ประเภทด้วยเช่นกัน

Mazda BT-50

Toyota Revo

Chevrolet Coloradoรถกระบะขนาดเล็ก – เป็นรถกระบะที่มีขนาดเล็ก ใช้พื้นฐานเดียวกับรถเก๋ง ปรับปรุงด้านหลังเป็นกระบะสำหรับวางของ มักใช้ในธุรกิจขนาดเล็กและกลาง รถกระบะขนาดเล็กมาก ที่เคยจำหน่ายในไทยและมีชื่อเสียงในอดีต เช่น มาสด้า แฟมิเลีย, นิสสัน NV ปิคอัพ/วิงโรด เป็นต้นรถกระบะขนาดกลาง – รถกระบะขนาดกลาง

เป็นรถกระบะที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน มีน้ำหนักอยู่ประมาณ 1-1.5 ตันโดยประมาณ หลายรุ่น เป็นที่นิยมและขายดีมาก นิยมใช้ในทุกวงการ และทุกสาขาอาชีพ เช่น อีซูซุ ดี-แม็กซ์, เชฟโรเลต โคโลราโด, นิสสัน นาวารา, มิตซูบิชิ ไทรทัน, โตโยต้า ไฮลักซ์ “วีโก้ แชมป์”, มาสด้า บีที-50, ฟอร์ด เรนเจอร์ และทาทา ซีนอน เป็นต้น

รถกระบะขนาดใหญ่ – สำหรับรถกระบะในกลุ่มนี้ ในประเทศไทยนั้นมีการนำเข้ามาขาย แต่มีเป็นจำนวนน้อย และเป็นการนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เพราะทางอเมริกาถือเป็นเจ้าตลาดรถประเภทนี้ รถกระบะมีขนาดใหญ่มาก ระดับน้องๆ รถบรรทุกเลยทีเดียว เช่น โตโยต้า ทุนดรา, นิสสัน ไททัน, เชฟโรเลต ซิลเวอราโด, ฟอร์ด เอฟ-ซีรีส์ และ ดอดจ์ แรม เป็นต้น

รถกระบะแวน-รถในกลุ่มตลาดนี้จะเป็นรถที่พื้นฐานเป็นรถกระบะ แล้วนำมาดัดแปลงด้านหลังให้เป็นพื้นที่เหมือนกับรถสเตชั่นแวกอน ในปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักเหมือนแต่ก่อน รถที่มีขายในท้องตลาดก็เช่น ทีอาร์ ออลโรดเดอร์ เป็นต้น

11. รถตู้

สำหรับรถตู้ สามารถแบ่งประเภทของรถออกเป็นกลุ่มรถตู้ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่

ยังมีแบบหรูหราให้เลือกอีกด้วย คล้ายกับกลุ่มของรถกระบะ สำหรับรถยนต์ในกลุ่มตลาดนี้ (มีขายในไทย) ได้แก่ โตโยต้า ไฮเอช/คอมมิวเตอร์ , โตโยต้า เวนจูรี่ และ นิสสัน เออแวน เป็นต้น

Toyota Ventury

Nissan Urvan NV350

สนันสนุนบทความโดย : UFABET

อ่านต่อ majles8.com