Ferrari FXX 1,036 แรงม้า Hyper car ที่มีความเร้าใจมากกว่า

การเปิดตัว ซึ่งจะมีขึ้นที่อะบูดาบี สัปดาห์หน้า กับเจ้าม้าลำพองที่จะมาพร้อมสุดยอดสมรรถนะในการขับขี่ ภายในยุคนี้ ภายใต้ชื่อ  Ferrari FXX K   ซึ่งมีการเปิดเผยว่ามันไม่ใช่รถม้าลำพองที่จะวางจำหน่ายจริง แต่ผลงานของการสร้างสมรรนถะจากแล็ปทดสอบของ   Ferrari  เพื่อพัฒนาสมรรถนะ โดยเฉพาะ  K  ที่เป็นหนึ่งในรหัสในชื่อ หมายถึง การติดตั้งระบบ   Kers  ซึ่งเป็นรถที่จะทำการทดสอบในสนามเท่านั้น

Ferrari FXX K

ข่าวคือ เจ้า  Ferrari FXX K   จะไม่ใช่ม้าลำพองที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ เพราะ  Ferrari   มีแผนที่จะคัดเลือกนักขับขี่ทดสอบบางคนที่โชคดี ซึ่งจะได้มีโอกาสขับเจ้าที่สุดผลงานมาลาเนลโล คันนี้ในสนามแข่งเพื่อเก็บข้อมูลการขับขี่ โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 2  ปี   แต่ยังไม่มีรายละเอียดโครงการ

Ferrari FXXK ในภาพการอออกแบบมันคือตัวตนของรถยนต์ที่ที่เราคุ้นเคยมาก่อนหน้า   LaFerrari  แต่มีการปรับแต่งเรือนร่างตอบโจทย์การขับขี่มากกว่าในการซิ่ง เริ่มจากการออกแบบสปอร์ยเลอร์ใหม่ที่มีลักษณะเป็น 2  ชิ้น จัดวางอยู่ต่ำกว่า 30 มม. และเว้นช่องระหว่างกลางเพื่อสร้างการออกแบบตามอากาศพลศาสตร์ที่  Ferrari ได้ประสบการณ์ มาจากการออกแบบรถแข่ง   GT

ในขณะที่ด้านหลังได้สปอร์ยเลอร์หลังขนาดใหญ่เพื่อสร้างแรงกดอากาศในการขับขี่ด้วยความเร็ว และยังมีคลีบข้างเพื่อให้การเรียงอากาศเป็นไปได้ง่ายในยามขับขี่

Ferrari FXX K

การพัฒนาที่มากมายทำให้  Ferrari FXXK มีแรงสัมประสิทธิ์เสียดทานลดลงช่วยเพิ่มแรงกดในการขับขี่มากขึ้นถึงร้อยละ 50  ในขณะที่ภาพรวมของการพัฒนาตัวตนในเรื่องอากาศสามารถสร้างแงกดได้มากขึ้นถึง ร้อยละ 30  โดยที่ความเร็ว 200 ก.ม./ช.ม. มีแรงกดมากถึง  540 กก.

ด้านสมรรถนะการขับขี่ Ferrari FXXK ตอบโจทย์ด้วยเครื่องยนต์  V12  ไร้ระบบอัดอากาศ ขนาด 6.3 ลิตร

โดยเครื่องยนต์ใหม่มีการพัฒนาชิ้นส่วนใหม่มากมายเพื่อตอบสนองสมรรนถะการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นชุดกระเดื่องกดวาล์วใหม่ รวมถึงชุดวาล์วที่ใช้การทำงานธรรมดาๆ แทนที่จะใช้ระบบไฮดรอลิกเข้าช่วย รวมถึงท่อร่วมไอดีมีการออกแบบใหม่เพื่อให้ ความลงตัวในสมรรถนะการขับขี่มากขึ้น และ ในส่วนของตัวเก็บเสียงในระบบท่อไอเสียถูกยกออกไป ทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์มีมากขึ้นเป็น  848  แรงม้า

Ferrari FXX K

และเมื่อรวมเข้ากับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดที่ทำกำลังได้ถึง 187  แรงม้า เจ้า Ferrari FXX K   มีกำลังสูงสุด 1,036  แรงม้า และมีกำลังแรงบิดมากถึง  900  นิวตันเมตร

และท้ายสุด  Ferrari FXX K   มาพร้อมระบบการปรับเปลี่ยนเพิ่มสมรรถนะที่เรียกว่า   HYKERS   ซึ่งมี 4  โหมด สำคัญโดยผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ได้ในการขับขี่ เริ่มจาก Qualify  โหมดการขับขี่เน้นในการทำเวลาต่อรอบดีที่สุด ให้สมรรนถะในการขับขี่ดีที่สุดในจำนวนรอบที่จำกัด , Long Run  การทำงานของเครื่องยนต์ที่เน้นความเต็มเปี่ยมในการขับขี่ที่ลงตัวในสมรถนะอย่างต่อเนื่อง ,  Manual Boost  การขับขี่ ที่เน้นความลงตัวในการดึงแรงบิดเต็มพิกัดออกมาใช้ และท้ายสุด Fast Charge  โหมดการที่เน้นในการเก็บพลังงานให้เร็วที่สุดเพื่อเตรียมสร้างสมรรถนะในการขับขี่

ทั้งนี้  Ferrari FXXK   ไม่มีแผนในการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และแน่นอนว่ามันเร็วกว่า Laferrari   แต่ท้ายที่สุดเจ้ารถคันนี้อาจจะมีราคาต่อคันมากถึง  3  ล้านดอลล่าร์จากรายงานในต่างประเทศ โดยจะผลิตออกมาเพียง   30 คันเท่านั้น

Ferrari-FXX-K_Evo-2018-1600-01
Ferrari-FXX-K_Evo-2018-1600-04

ก่อนหน้านี้ Ferrari มีรถสปอร์ทที่เข้าข่ายดังกล่าว นั่นคือ 599 XX รถสปอร์ทที่ใช้พื้นฐานมาจาก 599 GTB Fiorano พัฒนาขึ้นมาสำหรับการขับในสนามแข่งเท่านั้น และได้รับการตอบรับจากบรรดาเศรษฐีเป็นอย่างดี ต่อมาจึงพัฒนารถประเภทนี้อีกหนึ่งรุ่น นั่นคือ FXXKใช้พื้นฐานจาก “ไฮเพอร์คาร์” ประจำค่ายอย่าง LaFerrari แต่เสริมตัวถังให้มีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น

รูปทรงดุดันกว่าเดิม พร้อมคุณลักษณะการขับขี่ที่ดิบห้าว ใกล้เคียงรถแข่งขนานแท้ โดยเฉพาะช่องรับอากาศขนาดใหญ่ และสปอยเลอร์ท้ายติดตั้งด้านซ้าย/ขวาของตัวถัง รวมถึงห้องโดยสารที่ใกล้เคียงกับรถแข่ง ถอดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือแต่ปุ่มควบคุมระบบขับเคลื่อน เบาะบัคเกทซีท เสริมความแข็งแรง แต่ลดน้ำหนักโครงสร้างตัวถังด้วยวัสดุคาร์บอน ไฟเบอร์

Ferrari-FXX-K_Evo-2018-1600-0b
Ferrari-FXX-K_Evo-2018-1600-05

ล่าสุดค่ายม้าลำพองปรับปรุงให้รถสปอร์ทรุ่นนี้มีคุณสมบัติเพื่อการขับขี่ในสนามแข่งที่เฉียบคมยิ่งขึ้น กับ FXX K Evo เสริมตัวถังให้มีค่าอากาศพลศาสตร์ดีขึ้นร่วม 23 % เมื่อเทียบกับ FXX K สปอยเลอร์ท้ายมีขนาดใหญ่ขึ้น รูปทรงกว้างตลอดช่วงท้ายของตัวถัง

เพิ่มครีบจัดเรียงอากาศบริเวณมุมกันชนหน้า รูปทรงของส่วนท้ายมีการปรับปรุงเรื่องอากาศพลศาสตร์เช่นกัน นอกจากนี้ยังปรับแต่งระบบรองรับให้มีความหนึบแน่น รองรับความเร็วสูงได้ดีกว่าเดิม ขณะที่ภายในห้องโดยสารเน้นอารมณ์ดิบแบบตัวแข่ง พวงมาลัยมีรูปทรงได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง F1 และเปลี่ยนจอแสดงผลด้านข้างมาตรวัดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ล้อแมกคู่หน้าขนาด 19 นิ้ว คู่หลัง 20 นิ้ว

Ferrari-FXX-K_Evo-2018-1600-02
Ferrari-FXX-K_Evo-2018-1600-08

ขุมพลังสมรรถนะสูง เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 6.3 ลิตร กำลังสูงสุด 860 แรงม้า ที่ 9,200 รตน. แรงบิดสูงสุด 76.5 กก.-ม. ที่ 6,500 รตน. ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ

มีระบบการทำงานใกล้เคียงกับรถแข่ง F1 ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานมาอย่างหนักหน่วง รับประกันสภาพของเครื่องยนต์ที่เตรียมถูกท้าทายในสนามแข่งโดยเศรษฐีเท้าหนักผู้เป็นเจ้าของทั้งหลาย

Ferrari-FXX-K_Evo-2018-1600-03
Ferrari-FXX-K_Evo-2018-1600-06

Ferrari FXXKEvo สปอร์ทสมรรถนะเหนือชั้น พัฒนาเพื่อการปลดปล่อยความแรงในสนามแข่งโดยเฉพาะ ผลิตจำนวนจำกัด ใครที่ได้ครอบครองไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีสนามแข่งรองรับ เพราะทาง Ferrari จัดเตรียมพโรแกรม XX กับสนามแข่งระดับโลกร่วม 9 แห่งภายในปีหน้า

ให้บรรดาเศรษฐีทั้งหลายปลดปล่อยความดุดันของรถสปอร์ทรุ่นนี้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนราคาไม่ระบุชัดเจน ใครที่สนใจ (และเงินถึง) คงต้องติดต่อพูดคุยกับทาง Ferrari โดยตรง !!

Ferrari-FXX_K-2015-1600-03
Ferrari-FXX_K-2015-1600-06
  • Ferrari FXX K 

เครื่องยนต์ Ferrari FXX

Ferrari FXXมาพร้อมกับเครื่องยนต์ N/A ขนาด 6.3 ลิตร V12 ขุมพลังมากถึง 850 แรงม้า

เคลื่อนผ่านเพลาหลัง ควบคุมด้วยเกียร์ 6 สปีด อัตราเร่ง 0-60 ไมล์/ชม. ในเวลาเพียง 2.5 วิ ด้วยความเร็วสูงสุด 247 ไมล์/ชม.

เฟอร์รารี เอฟเอ็กซ์เอ็กซ์ 2007
ferrari fxx รุ่นพิเศษ

ที่มา www.thaicarlover.com www.autospinn.com www.autodeft.com www.autoinfo.co.th

อ่านต่อ majles8.com

Toyota 2000 GT สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 220 กม./ชม

เมื่อพูดถึงรถ sport แท้ๆจาก Toyota ซักคัน หลายคนต้องนึกถึง Supra แน่นอน
แต่หากย้อนไปเมื่อห้าสิบปีที่แล้วคงนึกถึงใครไปไม่ได้นอกจาก Toyota 2000 GT รถยนต์
ที่จัดว่าเป็น super car คันแรกของแดนอาทิตย์อุทัย

แต่ด้วยปริมาณที่มีน้อยมาก
ทำให้ราคาค่าตัวสูงขึ้นจนน่าตกใจและเมื่อไม่นานมานี้ 2000 GT คันหนึ่งออกขาย
ด้วยราคาถึง 825,000 ดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทย 24 ล้านบาท

mo15_r182_001-626x330
2000gt-626x313

Toyota 2000 GTเป็นรถ sport 2 ที่นั่งเครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นรหัส 3M 6 สูบแถวเรียง ความจุสองลิตร พร้อมระบบ DOHC
ที่พัฒนาโดย Yamaha กำลังสูงสุดอยู่ที่ 150 แรงม้า (PS) ที่ 6,600 รอบ/นาที
ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 17.8 กก.-ม. ที่ 5,000 รอบ/นาที สมรรถนะจัดว่าไม่เลว
ในสมัยนั้นด้วยอัตราเร่ง 0-100 km/h ใน 8.4 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 220 km/h

mo15_r182_005-626x337
mo15_r182_018-626x417

สาเหตุที่ทั่วโลกมี 2000 GT เพียง 351 คันนั้นเกิดมาจากราคาขายของ 2000 GT
ในสมัยนั้นอยู่ที่ประมาณ 6,800 ดอลล่าร์สหรัฐฯซึ่งสูงกว่าราคาขายของ Jaguar E-Type
และ Porsche 911 ถึงแม้ว่า 2000 GT

จะได้รับคำชมถึงงานออกแบบและสมรรถนะ
มากมายแค่ไหน แต่มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่จะยอมจ่ายเงินที่มากกว่าเพียงเพื่อที่จะได้
ขับรถญี่ปุ่น ทั้งที่เขาสามารถนำเงินจำนวนเดียวกันไปซื้อรถยนต์จากอังกฤษหรือ
เยอรมันแถมยังมีเงินทอนอีกด้วย

mo15_r182_007-626x417
mo15_r182_010-626x417

ส่วนความเป็นมาของ 2000 GT คันที่เห็นในรูปนั้นรถยนต์คันนี้มีเลขตัวถัง 10083
ซึ่งเป็นคันแรกของรุ่นที่ถูกส่งมาบุกเบิกตลาดสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์คันนี้เป็น
หนึ่งใน 62 คันที่เป็น 2000 GT พวงมาลัยซ้ายซึ่งทำให้มันพิเศษยิ่งขึ้น เดิมที
รถยนต์คันนี้จดทะเบียนอยู่ที่ San Francisco และถูกขายต่อและเก็บเข้ากรุ
เป็นเวลา 20 ปีซึ่งทำให้รถยนต์คันนี้ถูกใช้งานไปเพียง 68,000 กิโลเมตรเท่านั้น
อุปกรณ์ทุกอย่างรวมถึงเครื่องมือติดรถนั้นล้วนอยู่ในสภาพดีซึ่งไม่ได้ถูกทำลาย
โดยกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย

mo15_r182_012-626x417
mo15_r182_014-626x417
mo15_r182_015-626x417

ส่วนราคาสุดท้ายของ 2000 GT คันนี้ที่ 24 ล้านบาทนั้นไม่ใช่ราคาเสนอขาย
ของเจ้าของคนปัจจุบัน (ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว) แต่เป็นราคาประมูลที่จัดขึ้น
ในงานประมูลรถยนต์ของบริษัท RM Sotheby ที่เมือง Monterey หากจะถามว่า
รถยนต์คันนี้เป็น 2000 GT คันที่แพงที่สุดใช่หรือไม่ เราขอตอบเลยว่าไม่เพราะ
ในปี 2013 มี 2000 GT สีเหลืองพวงมาลัยซ้ายอีกคันหนึ่งที่ปิดราคาขายที่
1.2 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือ 36 ล้านบาทไทยนั่นเอง

        Toyota 2000 GTเป็นที่รู้จักกันในฐานะรถยนต์คู่ใจของสายลับทรงเสน่ห์อย่าง James Bond โดยรถยนต์คันนี้ได้เข้าร่วมแสดงในภาพยนต์ปี 1967 James Bond : You Only Live Twice

แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น Toyota 2000GT ได้ก้าวสู่เวทีโลกมาแล้วหลายรายการ ถ้าจะกล่าวให้ถูกนั้น ตำนานได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1965

ผู้ผลิตรถยนต์ระดับแนวหน้าของแดนอาทิตย์อุทัย ตัดสินใจออกแบบสร้างรถสปอร์ตเพื่อเข้าร่วมรายการแข่งขัน 1966 Japanese Grand Prix และรายการ Fuji 24-hour race ปี 1967 โตโยต้าผลิต Toyota 2000 GT ในรูปแบบรถสปอร์ตคูเป้หน้ายาว

ติดตั้งขุมพลังขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า 6 สูบแถวเรียง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 220 กม./ชม.เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามรถสปอร์ตรุ่นนี้มีจำหน่ายแค่ช่วงปี ค.ศ. 1967-1970 เท่านั้น

        ช่วงเวลาระยะ 3 ปีที่วางจำหน่ายผ่านไป ยอดจำนวนรถทั้งหมดที่จัดส่งให้แก่ลูกค้ามีทั้งสิ้น 337 คัน ถือเป็นรถที่มียอดจัดจำหน่ายสูงมากในอดีต ถึง 2000GT จะเลิกผลิตไปเมื่อปี 1967 แล้วก็ตาม แต่ทว่า Toyota 2000 GT ในปัจจุบันจัดเป็นรถคลาสสิคหายากและราคาสูงไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว

ที่มา www.headlightmag.com www.e-toyotaclub.net

อ่านต่อ majles8.com

Koenigsegg Jesko ชื่อรุ่นรถนำจากชื่อของ Jesko von Koenigsegg

Koenigsegg Jesko ถูกส่งมาสานต่อตำนานอย่าง Agera RS ซึ่งสามารถใช้ในชีวิตจริงหรือเอาไปลงสนามก็ได้ ส่วนชื่อรุ่นนั้นตั้งตามชื่อของบิดาผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง Jesko von Koenigsegg ผู้ที่เกษียณจากบริษัทด้วยวัย 80 ปี หลังช่วยขับเคลื่อนบริษัทมานาน ด้านรายละเอียดมิติตัวถัง มีดังต่อไปนี้

  • ยาว x กว้าง x สูง : 4,610 x 2,030 x 1,210 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ : 2,700 มิลลิเมตร

ภายนอกของ Koenigsegg Jeskoล้วนออกแบบมาเพื่อประโยชน์ด้านการรีดลม เริ่มต้นกับสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ ส่วนชายกันชนหน้าและแผงใต้ท้องรถ ยังสามารถปรับองศาได้เพื่อการจัดระเบียบลม หลังคาถอดออกได้ทำจากวัสดุน้ำหนักเบา

ล้อมีขนาด 20 นิ้วในด้านหน้า และ 21 นิ้วในด้านหลัง เป็นแบบน็อตล็อคกลาง ทำจากวัสดุน้ำหนักเบา มาพร้อมกับยาง Michelin Pilot Sport Cup2

ห้องโดยสารมี legroom และ headroom มากขึ้น ทั้งยังมีทัศนวิสัยที่ดีกว่าเดิมด้วย โดยทั้งหมดนี้เป็นผลของการเปลี่ยนไปใช้ chassis ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่ ส่วนวัสดุตกแต่งมีทั้งหนังพร้อมเดินด้ายสีตัดกัน, Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ ตัวเบาะเป็นแบบ Bucket Seat แป้นเหยียบและพวงมาลัยสามารถปรับระดับได้

ขุมพลังของ Koenigsegg Jeskoเป็นเครื่องยนต์เบนซิน แบบ V8 ขนาด 5.0 ลิตร เทอร์โบคู่ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 92.0 x 92.25 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 8.6 : 1 ให้กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้า ที่ 7,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ที่ 5,100 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Light Speed Transmission 9 จังหวะ

โครงสร้างตัวถังเป็นแบบ monocoque ผลิตขึ้นจากคาร์บอนเบอร์และอลูมิเนียม ก่อนจะผสานเข้ากับเปลือกตัวถังที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ในสวีเดน ช่วงล่างเป็นแบบ Double wishbones ทั้งหน้าหลัง มาพร้อมระบบปรับความสูงด้วยไฟฟ้า ระบบบังคับเลี้ยวเป็นแบบ 4 ล้อ ปิดท้ายกับรูปแบบการขับขี่ที่ปรับได้ 3 แบบอย่าง Wet – Normal – Track

Koenigsegg Jesko เปิดตัวแล้วในงาน Geneva Motor Show 2019 โดยมี Jesko von Koenigsegg ไปร่วมพิธีเปิดตัวด้วยตัวเขาเอง พร้อมภรรยานาม Brita เพื่อเป็นสักขีพยานในพิธีที่รถยนต์ตั้งชื่อตามเขา จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

Koenigsegg Jesko

   โคนิกเซกก์ บริษัทผู้ผลิตสปอร์ตพลังแรงสัญชาติสวีเดน เปิดตัวไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่ Koenigsegg Jesko เตรียมจำหน่ายแทนที่ Koenigsegg Agera ซึ่งยุติสายการผลิตไปเมื่อกลางปี 2018

ชื่อรุ่นรถนำจากชื่อของ Jesko von Koenigsegg ผู้เป็นบิดาของ CEO, Christian von Koenigsegg เอง ตัวรถยังคงเป็นสปอร์ต 2 ประตู หลังคาทาร์กา ท๊อป (หลังคาแบบกึ่งเปิด : semi-convertible) เครื่องยนต์วางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่าง Agera

●   เทียบกับ Agera รถรุ่นใหม่อย่าง Jesko จะใหญ่ขึ้นทุกสัดส่วน ความยาวตัวรถรวม 4,610 มม. (+317 มม.) กว้าง 2,030 มม. (+34 มม.) ความสูงเพิ่มขึ้นเป็น 1,210 มม. (+90 มม.) ฐานล้อยาวขึ้นเป็น 2,700 มม. (+38 มม.) เวอร์ชั่นพื้นฐานที่เพิ่งเปิดตัวนี้มีน้ำหนักรวม 1,420 กก. (-15 กก.) แต่หากเทียบกับเวอร์ชั่น RS ของ Agera จะหนักกว่า +25 กก. ดังนั้นเวอร์ชั่น RS ของ Jesko ในอนาคตควรจะมีน้ำหนักน้อยกว่า 1,395 กก.

●   ในจำนวนตัวเลขน้ำหนักนี้ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์รุ่นใหม่ของ Jesko จะมีน้ำหนักรวมเพียง 27.2 กก. เท่านั้น แบ่งเป็นล้อคู่หน้าขนาด 20 นิ้ว น้ำหนักวงละ 5.9 กก. และล้อคู่หลังขนาด 21 นิ้ว น้ำหนักวงละ 7.7 กก.

●   Jesko ใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์บล็อคเดิมที่มีการอัพเกรดใหม่ น้ำหนักลดลง 5 กก. ตัวเครื่องเป็นแบบเบนซิน V8 ความจุ 5.0 ลิตร มีทวิน-เทอร์โบชาร์จที่เชื่อมกับคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าช่วยเติมปริมาณอากาศ

ระบบส่งกำลังเป็นแบบอัตโนมัติ มัลติ-คลัทช์ 9 จังหวะ พร้อมชื่อทางการค้าเก๋ๆ ว่า Light Speed Transmission โคนิกเซกก์ระบุว่าเกียร์ลูกนี้มีการออกแบบเองแบบ in-house

และมีการทำงานที่รวดเร็วชนิดที่เรียกว่า “เกือบเท่าความเร็วแสง” (near light speed : ตามคำบอกเล่าของโคนิกเซกก์) ชุดระบบส่งกำลังทั้งหมด รวมฟลายวีลล์, ปั๊ม, สตาร์ทเตอร์มอเตอร์, คลัทช์แบบเปียก และของเหลว มีน้ำหนักรวมเพียง 90 กก. เบาที่สุดเมื่อเทียบกับเกียร์ดูอัลคลัทช์ในตลาด ณ วันปัจจุบัน

●   เมื่อเติมน้ำมันเบนซินที่มีค่าออคเทน 95 Jesko จะผลิตกำลังสูงสุดได้ 1,280 แรงม้า (+320 PS เมื่อเทียบกับ Agera รุ่นพื้นฐาน) หากใช้เชื้อเพลิง E85 จะช่วยเพิ่มตัวเลขกำลังเป็น 1,600 แรงม้า (+240 PS เมื่อเทียบกับ Agera RS) เรดไลน์สุดที่ 8,500 รอบ/นาที ความเร็วสูงสุด 482 กม./ชม. ส่วนแพคเกจแอร์โรไดนามิกใหม่ของตัวรถ ดาวน์ฟอร์ซ ที่ความเร็ว 250 กม./ชม. จะมีแรงกดให้ราว 800 กก. หากใช้ความเร็วจนถึง 275 กม./ชม. จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 กก. และจะมีแรงกดให้สูงสุดถึง 1,400 กก. ขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด

●   ชุดระบบกันสะเทือนด้านหน้าและหลังออกแบบใหม่หมด โคนิกเซกก์เรียกมันว่าแดมเปอร์แบบ “Triplex Suspension” วางแดมเปอร์เสริมเป็นคานขวาง เชื่อมต่อกับช๊อคฯ Öhlins ทั้ง 2 ฝั่ง ด้านหน้าจะช่วยทำให้ตัวรถมีเสถียรภาพในขณะใช้ความเร็วสูง ส่วนด้านหลังจะช่วยให้ตัวรถไม่กดลงไปกับพื้นถนนในขณะเดินคันเร่งอย่างรุนแรง ทำงานร่วมกับระบบ Active Rear Steering ช่วยรักษาตำแหน่งองศาของล้อให้เหมาะสมตลอดเวลา

●   ลูกเล่นเดิมอย่างตัวถังที่มากับระบบ Autoskin System ยังคงมีให้เช่นเคย โดยชุดระบบ Autoskin ก็คือระบบไฮดรอลิตตามจุดต่างๆ ของตัวรถ สั่งงานด้วยรีโมทสำหรับการเปิดกระจก, เปิดประตู, ยกตัวฝากระโปรงหน้าเพื่อเข้าถึงส่วนเก็บสัมภาระ

และเปิดฝาหลังเพื่อเข้าถึงห้องเครื่องยนต์ โดยไม่ต้องมีการแตะต้องภายนอกของตัวรถเลย ทั้งนี้โคนิกเซกก์เริ่มใช้ระบบ Autoskin เป็นครั้งแรกใน Koenigsegg Regera เมื่อปี 2015 ไอเดียพื้นฐานก็คือ ทำอย่างไรจึงจะเปิดส่วนต่างๆ ของตัวรถโดยไม่ต้องใช้มือเลย (ลดการเกิดรอยมือ)

●   และอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของรถภายใต้แบรนด์แบรนด์โคนิกเซกก์ หนีไม่พ้นการใช้ไฮดรอลิคเปิดประตูรถแบบหมุนขึ้นทำมุม 90 องศา ซึ่งโคนิกเซกก์เรียกมันว่าประตูแบบ Dihedral doors (ไดฮีดรัล) นั่นเอง

●   ในเบื้องต้น Koenigsegg Jesko จะผลิตแบบจำกัดจำนวน 125 คัน กำลังการผลิตต่อปีสูงสุดไม่เกิน 50 คัน ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 95.9 ล้านบาท

ที่มา motortrivia.com www.headlightmag.com

อ่านต่อ majles8.com

รถ SUV ที่เร็วที่สุด 10 อันดับ บางคับแรงยิ่งกว่า …

รถ SUV ที่เร็วที่สุด อันดับที่ 10 BMW X5M และ X6M

สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.2 วินาที สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของ BMW SUV ตระกูลX รุ่นM ไม่ใช่เรื่องของพลัง ความเร็ว หรือรูปลักษณ์อย่างที่คนมอง แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ดีระดับหนึ่ง

รถ SUV ที่เร็วที่สุด อันดับที่ 9 Porsche Cayenne Turbo

สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.1 วินาที Porsche Cayenne รุ่น Turbo S ตัวใหม่นี้ สามารถทำความเร็วได้เทียบเท่ากับรุ่น Turbo S ก่อนหน้านี้

ทั้งๆที่แฟนคลับต่างรอคอยความหวังสำหรับอนาคตของ Porsche แต่ทางนักวิเคราะห์ก็ไม่แปลกใจกับตัวเลขมากนัก เพราะ Porsche เป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้

อันดับที่ 8 Jaguar F-Pace SVR

สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.1 วินาที Jaguar ค่อนข้างมั่นใจในเครื่องยนต์ขนาด 5.0 ลิตร V8 ของทางเเบรนด์มากกว่าสิ่งอื่นในรุ่น F-Pace SVR นี้

ซึ่งทางนักวิเคราะห์ก็เห็นด้วยกับเรื่องนั้นดี ถ้าคุณเป็นเจ้าของ Jaguar F-Pace SVR คุณก็จะเป็นเจ้าของรถยนต์ที่มีขุมพลัง 542 แรงม้า

อันดับที่ 7 Bentley Bentayga W12

สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.0 วินาที มาพร้อมขุมพลัง 600 แรงม้า เครื่องยนต์ V8 ดีเซล และราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 6,153,000 บาท (£160,000) 

อันดับที่ 6 Maserati Levante Trofeo

สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที เครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร V8 biturbo ที่พัฒนาและผลิตโดย Ferrari ขุมพลัง 582 แรงม้า 538lb ft ทำความเร็วได้สูงสุดอยู่ที่ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อันดับที่ 5 Mercedes-AMG GLC 63 S

สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.8 วินาที ตัวรถมีขนาดใหญ่กว่าและมีน้ำหนักมากกว่า C63 อย่างเห็นได้ชัด แต่เรื่องความเร็ว ไม่ช้ากว่าเเน่นอน มีขุมพลัง 503 แรงม้า ค่อนข้างจะเหลือเฟือเมื่อเทียบกับน้ำหนักของรถ

อันดับที่ 4 Alfa Romeo Stelvio Quadrifoglio

สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.8 วินาที เครื่องยนต์ขนาด 2.9 ลิตร Twin turbo V6 เหมือนรุ่น Giulia QV ทำให้เป็นรถ SUV ที่รวดเร็วปราดเปรียวมาก และในจังหวะเร่งเครื่องก็มีความว่องไวสูง

อันดับที่ 3 Lamborghini Urus

สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายใน 3.6 วินาที เป็นรถ SUV ที่มีหลายคนรอคอยและวันนี้ก็มาถึงแล้ว สำหรับ SUV ของค่ายรถ supercar Lamborghini รุ่น Urus

ค่อนข้างผิดจากที่คาดการ์ณว่า เครื่อง V10 หรือ V12 แต่ด้วยขุมพลัง 641 แรงม้า Twin Turbo 4.0 ลิตร V8 (จากที่เราเห็นใน Bentley และ Audi)  ก็ทำให้รถรุ่นนี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อันดับที่ 2 Tesla Model X P100D

สามารถทำความเร็ว 0-97 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 2.9 วินาที แม้เราไม่ได้นับรวมโหมดการขับขี่ Ludicrous mode ที่ทำงานคล้ายโหมด sport ในรถแบรนด์อื่นๆ แต่ SUV Tesla ก็ยังสามารถทำความเร็วได้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5 วินาทีอยู่ดี

ถ้าคุณต้องการรถไฟฟ้าที่ทรงพลังมากๆ ก็เเค่เพิ่มเงินอีก 1,578,000 บาท (£41,050) อีกนิดนึงก็จะซื้อ Porsche Cayman ได้แล้ว และรถคุณก็จะเร็วที่สุดในท้องถนนเลย

อันดับที่ 1 Jeep Hennessey Grand Cherokee Trackhawk

สามารถทำความเร็ว 0-97 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 2.3 วินาที ถึงแม้ว่าตอนทดสอบรถ จะใส่ยางรถแบบแดร็กเข้าไปแต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะรุ่น standard ก็สามารถทำความเร็วได้ดีที่สุดในคลาสอยู่แล้วด้วยขุมพลัง 1,000 แรงม้า เครื่องยนต์ 6.2 ลิตร charged V8

ที่มา www.autospinn.com

อ่านต่อ majles8.com

BMW X3 M BMW X4 M เป็นเจ้าของก่อนใคร BMW THAILAND

BMW THAILAND เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของสมาชิกใหม่ในตระกูล M ก่อนใคร ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ shop.bmw.co.th เท่านั้น นำโดย BMW X3 M ที่ผสานสมรรถนะชั้นเลิศเข้ากับความคล่องตัวในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

และ BMW X4 M รถยนต์ที่จะเปิดมิติใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว เพียบพร้อมด้วยทุกสมรรถนะที่ตอบโจทย์ทุกความแม่นยำบนท้องถนน โดยเริ่มเปิดจองอย่างเป็นทางการในวันนี้ จนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายนศกนี้ ก่อนรับมอบรถยนต์เมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36

นอกจากนี้ ช่องทางการจองออนไลน์ของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังมาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษ กับครั้งแรกในเมืองไทยของรถยนต์ไฟฟ้า BMW i3s พร้อมด้วย BMW M5 รถซีดานสมรรถนะเหนือชั้น ที่เปิดจองภายใต้เงื่อนไขพิเศษจำนวนจำกัดสำหรับช่องทางออนไลน์เท่านัน

ผู้สนใจสามารถจองรถยนต์ผ่านทาง shop.bmw.co.th โดยลูกค้าสามารถเลือกรุ่นรถยนต์ รวมถึงผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ พร้อมดำเนินการตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในหน้าเว็บไซต์ เพื่อยืนยันการจอง และรอการติดต่อจากผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการตามที่เลือกไว้

BMW X3 M ใหม่
ราคาจำหน่าย: 7,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

BMW X4 M ใหม่
ราคาจำหน่าย: 7,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

BMW X3 M and BMW X4 M

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กับรถยนต์ในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู M ที่เปิดตลาดใหม่ จับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เอนกประสงค์ในเซ็กเมนต์ Mid-Size Sports Activity Vehicle (SAV) และ Sports Activity Coupe (SAC) ทรงสปอร์ตคูเป้

ควบด้วยความทรงพลังแบบบีเอ็มดับเบิลยู M เข้าไว้ด้วยกัน บีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ และ X4 M ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ 6 สูบเรียง ที่มอบพละกำลังสูงสุด 353 กิโลวัตต์ / 480 แรงม้า

สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.2 วินาที โลดแล่นสู่ความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมผนวกสุดยอดเทคโนโลยีแชสซีในสไตล์รถแข่งสุดดุดัน และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ที่ส่งพละกำลังอย่างเหนือชั้นและแม่นยำบนทุกสภาพท้องถนน

ภายนอกรถยนต์ทั้งสองรุ่นได้รับการปรับปรุงช่องดักลมด้านหน้าเพื่อประสิทธิภาพในการส่งลมเย็นเข้าไประบายความร้อนในเครื่องยนต์ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ M อันเป็นเอกลักษณ์ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าสไตล์ M บุด้วยหนังแท้ Merino ทรงสปอร์ตพร้อมเข็มขัดนิรภัยสไตล์ M พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นและหัวเกียร์ในสไตล์ M เสริมความสปอร์ตและสง่างามในห้องโดยสาร

อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่และบีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ สำหรับรุ่นที่เสนอในประเทศไทย ยังมีล้ออัลลอย M ขนาด 21 นิ้ว หลังคาแก้ว Paranomic Glass roof ไฟหน้าแบบ Adaptive LED ชุดระบบเครื่องเสียง Harman Kardon

พร้อมด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่สุดทันสมัยทั้ง Driving Assistant, Parking Assistant Plus, และบริการดิจิทัลครบวงจรภายใต้บริการ BMW ConnectedDrive อีกมากมาย

BMW i3s

BMW i3s (1)

บีเอ็มดับเบิลยู i3s สะท้อนอนาคตแห่งการขับขี่ยุคใหม่ ด้วยสุนทรียภาพการขับขี่ที่เหนือชั้นในรูปแบบของนวัตกรรมยานยนต์แห่งความยั่งยืน ที่มาพร้อมกับการเชื่อมต่อครบวงจรอันชาญฉลาด เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง บีเอ็มดับเบิลยู i3s จึงมีคาแร็กเตอร์ที่เด่นชัดและเป็นเอกลักษณ์ เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดระดับพรีเมียมในเซ็กเมนต์เดียวกัน

BMW i3s (03)

BMW THAILAND บีเอ็มดับเบิลยู i3s ได้ผสานหลากหลายองค์ประกอบของการออกแบบที่ชูรูปลักษณ์อันปราดเปรียวและคล่องแคล่ว ฝากระโปรงด้านหน้าและด้านหลังโดดเด่นด้วยสีดำทรงพลัง กันชนหน้ารูปตัว U และขอบมีการพ่นสีดำสนิท คิ้วชายล่างกันชนสีเทา Frozen Grey เพิ่มมิติและความหรูหราให้กับตัวรถ กรอบกระจังหน้าไตคู่ยังถูกพ่นด้วยสีดำเงา high-gloss เสริมความโดดเด่นและทำให้ตัวรถดูกว้างขึ้น ด้านท้ายก็สะท้อนคาแร็คเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนเส้นสายหลังคาและเสา A-pillar นั้นมีสีดำเงา high-gloss เสริมความสปอร์ตได้เป็นอย่างดี

BMW i3s (4)

ชุดช่วงล่างแบบสปอร์ตของตัวรถ มีการลดความสูงลง 10 มิลลิเมตร และขยายฐานล้อให้กว้างขึ้นได้อีก 40 มิลลิเมตร เพิ่มความสปอร์ตให้กับตัวรถ บีเอ็มดับเบิลยู i3s

มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-Spoke น้ำหนักเบา มีให้เลือก 2 ด้วยกันคือสีดำ Jet Black และสลับสองสี Bicolour

BMW i3s (5)

รถยนต์คันนี้คือนิยามใหม่ของรถที่มีลุคสปอร์ตควบคู่ไปกับการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ส่งพลังที่ 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิดมากถึง 270 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 6.9 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าที่ 14.3 กิโลวัตต์ / 100 กิโลเมตร โดยสามารถทำระยะทางได้สูงสุดถึง 280 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบ NEDC ของยุโรป

BMW i3s (6)

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะเปิดให้ลูกค้าสั่งจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i3s ผ่านช่องทางออนไลน์ในจำนวนจำกัดเพียง 7 คันเท่านั้น โดยแต่ละคันจะมาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษ ดังนี้

ฟรี การยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษาเป็น BSI Ultimate ที่ครอบคลุมระยะเวลาบำรุงรักษา 5 ปี / 100,000 กม. และโปรแกรมการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
ฟรี ประกันภัยชั้น 1 เป็นเวลาหนึ่งปี
ฟรี ตู้ชาร์จไฟฟ้าติดผนัง พร้อมติดตั้งฟรี
ข้อเสนอทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ที่ให้ผ่อน 0% นาน 48 เดือน โดยผ่อนเริ่มต้นที่ 29,999 บาทต่อเดือน

BMW M5
ราคาจำหน่าย: 13,339,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

BMW M5 (5)

รถยนต์ซีดานหรูสมรรถนะสูง บีเอ็มดับเบิลยู M5 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ที่มอบสมรรถนะเร้าใจที่สุดในเซกเมนต์ของรถยนต์สมรรถนะสูง มอบประสิทธิภาพความคล่องตัวสูงสุดด้วยการเน้นส่งกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลัง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังส่งจากล้อหน้าในกรณีที่พละกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลังไม่เพียงพอและต้องการแรงฉุดลากที่เพิ่มขึ้น แม้ในสภาวะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบขับเคลื่อน M xDrive ก็ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู M5 นี้ ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้น สร้างความพึงพอใจในการขับขี่ตามแบบฉบับ M ได้อย่างเหนือระดับ

BMW M5 (4)

บีเอ็มดับเบิลยู M5 ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ V8 ความจุ 4.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 441 กิโลวัตต์ / 600 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,700 รอบต่อวินาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 5,600 รอบต่อวินาที

สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

BMW M5 (11)

นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ด้วยแผงหน้าปัดที่มีตำแหน่งต่ำลง Control Display แบบลอยตัว และ Head-Up Display ทีมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์

BMW M5 (10)

อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู M5 คือล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-spoke เบาะนั่งปรับไฟฟ้าบุด้วยหนังแท้ Merino และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นในสไตล์ M

รวมทั้งระบบการบันเทิงและสื่อสารล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ (BMW gesture control) และการเชื่อมต่อและชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

BMW M5 (3)

ที่มา www.9carthai.com

อ่านต่อ majles8.com

หมวกกันนอค 5 แบรนดัง Arai, AGV, Shoei, HJC, Suomy

           หมวกกันนอค 5 แบรนดัง นับว่าเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ไบค์เกอร์และสายซ้อนทุกคน ไม่ว่าจะรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ต่างต้องมีไว้ประดับกาย เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยปกป้องชีวิตในยามเกิดงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งหมวกกันน็อคที่มีจำหน่ายอยู่ในบ้านเรานั้น ก็มีให้เลือกมากมายหลากรูปแบบ หลายราคา ตั้งแต่หลักร้อย ไปยันหลักแสนบาทเลยทีเดียว

Arai RX-7X TT Isle of Man 2017

Arai RX-7X ราคาประมาณ 20,000-25,000 บาท

           Arai เรียกได้ว่าเป็นหมวกกันน็อคแบรนด์เนมที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในบ้านเราก็ว่าได้ โดยเฉพาะกับหมวกตระกูล Racing อย่าง RX-7 ด้วยรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทางค่ายยืนยันอย่างหนักแน่นว่า รูปทรงกลมแบบนี้ ช่วยกระจายแรงเมื่อเกิดการกระทบกระแทกได้มากที่สุด พร้อมลวดลายสวยงาม

สีสันสดใสที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ทำให้หมวกกันน็อคจากแดนปลาดิบรุ่นนี้ ครองใจไบค์เกอร์ได้มากอย่างไม่ต้องสงสัย แต่นอกจากความสวยงามแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของแบรนด์ Aria นั่นก็คือ เรื่องของ Fitting ที่เข้ากับศีรษะคนเอเชียอย่างเราๆ ท่านๆ ใส่แล้วให้ความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวกับศีรษะ กระชับ โดยรวมแม้หมวกมีน้ำหนักค่อนข้างเยอะตามสไตล์แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่ใส่แล้วกลับไม่รู้สึกถึงน้ำหนักที่มากแต่อย่างใด และด้วยความพอดีนี้เอง

ทำให้รู้สึกได้ถึงความนิ่งของตัวหมวก แม้ในยามขับขี่ด้วยความเร็วสูง ถือว่าเป็นหมวกกันน็อคที่นิ่งในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าตัวหมวกจะไม่โดดเด่นในเรื่องของแอโร่ไดนามิคส์มากนัก รวมถึงอีกปัจจัยหนึ่งที่อดพูดถึงไม่ได้ก็คือ เรื่องของการระบายอากาศภายในหมวก แบรนด์นี้เรียกว่าทำได้ดีเป็นอันดับต้นๆ หายใจสะดวก ลมเข้าเยอะ เยอะจนบางคนมองว่าเป็นข้อด้อย ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวล้วนๆ ครับ

AGV Pista Project 46 2.0

AGV Pista ราคาประมาณ 40,000+- บาท, Corsa ราคาประมาณ 28,000+- บาท

           สาวกพ่อหมอ Valentino Rossi คงรู้จัก คุ้นเคยกับหมวกกันน็อคแบรนด์นี้กันเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นแบรนด์ที่เกิดมาคู่กับ Rossi เลยก็ว่าได้ สำหรับแบรนด์ AGV รุ่นที่ได้รับความนิยมในวงการบ้านเราก็เห็นจะมีทั้ง AGV Pista และ Corsa ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้ มาพร้อมดีไซน์เดียวกัน

ต่างกันเพียงองค์ประกอบในบางจุดที่นำมาใช้ เช่น Pista จะใช้วัสดุเปลือกหมวกที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้มีน้ำหนักที่เบากว่า Corsa เล็กน้อย ช่องลมต่างๆ Pista จะมาในแบบเปิดโล่ง (มีจุกปิดมาให้) ส่วน Corsa จะมาในแบบบานเลื่อน

สามารถเลื่อนปิด-เปิดได้ตามต้องการ ความโดดเด่นของหมวกกันน็อค AGV 2 รุ่นนี้ นอกจากเรื่องของความสวยงาม ดุดัน ให้ความรู้สึกถึงความเป็นเรซซิ่งแบบเต็มพิกัด และให้จิตวิญญาณความเป็น Valentino Rossi VR46 อย่างสูงส่งแล้ว ด้วยดีไซน์ที่แหลมเพรียว

ทำให้หมวก AGV สามารถแหวกกระแสลมได้ดีแม้ในย่านความเร็วสูง ให้ความนิ่งสูงสุดชนิดที่ว่าหาตัวจับยาก ส่วนเรื่องจุดด้อยนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องเสียงลมที่เข้ามาแบบไม่ทำให้ผู้ขับขี่เหงาหู แล้วก็เรื่องของค่าตัวที่โดดไปจากหมวกกันน็อคในคลาสเดียวกันพอสมควร แต่ก็นะ…ของแบบนี้ “ถูกใจ…ไม่มีคำว่าแพง”

Shoei X14 Marquez Motegi

Shoei X14, X Spirit ราคาประมาณ 21,000-26,500 บาท

           Shoei สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในวงการหมวกกันน็อคสไตล์เรซซิ่งด้วยการปล่อย Shoei X14 ออกมาเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ภายใต้ภาพลักษณ์สุดล้ำ เรียว ยาว ดูแอโร่ไดนามิคส์ขั้นสุดยอด

แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อหมวกรุ่นนี้สร้างความประทับใจให้กับไบค์เกอร์ทุกหัวระแหงที่ได้สัมผัส เรื่องของความนิ่งนั้นถือว่าสุดยอดไม่แพ้ AGV ในค่าตัวที่เป็นมิตรกว่าพอสมควร โดยสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดเด่นนอกจากความนิ่งก็คือ เรื่องของความเงียบที่ทำได้ดีกว่าคู่แข่งที่นำมาเปรียบเทียบทั้งหมด

อีกทั้งยังให้ฟิตติ้งในการสวมใส่ที่เหมาะกับศีรษะคนเอเชียสไตล์หมวกจากญี่ปุ่น (แต่ยังเป็นรอง RX-7X ที่ดูจะกระชับ ลงตัวกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น…ขึ้นอยู่กับลักษณะศีรษะของแต่ละบุคคลด้วย) นวมแก้มสามารถปรับองศาให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นรถสปอร์ต หรือเนคเก็ตไบค์ และแม้ว่า Shoei X14 จะมีน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก แต่เวลาสวมใส่ กลับไม่รู้สึกว่าหนักแต่อย่างใด หรือถ้าอยากได้แบบเบากว่า ในประสิทธิภาพที่ไม่แตกต่างกัน

ให้ลองดูรุ่น X-Spirit ที่เป็นสเปคยุโรป (เบากว่าประมาณ 200 กรัม ด้วยวัสดุและมาตรฐานจากทางฝั่งยุโรปที่ยังไม่เข้มงวดเท่าฝั่งญี่ปุ่น) ข้อเสียหลักๆ ของ Shoei X14 ก็คือ มีลายสวยๆ ให้เลือกค่อนข้างน้อย ผิดกับรุ่นรองลงมาอย่าง Shoei Z7 ที่มีลายงามๆ ให้เลือกเพียบ !

HJC RPha 11

HJC RPha 11 ราคาประมาณ 15,000 – 20,000 บาท

           HJC แบรนด์คุณภาพจากเกาหลีผู้นี้ ถือว่าเป็นที่นิยมสำหรับไบค์เกอร์ชาวไทยไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง RPha 10+ ที่เคยสร้างชื่อแบบเปรี้ยงปร้างมาแล้วในอดีต แต่ยังมีบางจุดที่ขัดอกขัดใจไบค์เกอร์ไปบ้าง

เช่น เรื่องของมุมมองที่ยังไม่กว้างเหมือนกับ 3 รุ่น ที่กล่าวมาในข้างต้น และปัญหาขัดใจอีกเรื่องคือ เวลาเผลอเปิดชิลด์สุดแบบแรงๆ ชิลด์อาจจะหลุดติดมือออกมาได้ แต่สำหรับรุ่นล่าสุดอย่าง HJC RPha 11 ได้รับการพัฒนาจุดบกพร่องตรงนี้มาเป็นที่เรียบร้อย

อีกทั้งยังได้รับการอัพเกรดในเรื่องแอโร่ไดนามิคส์ด้วยการออกแบบสปอยเลอร์ใหม่, เพิ่มช่องรับลมบริเวณหน้าผาก ช่วยให้การสวมใส่ทำได้สบายยิ่งขึ้น ความโดดเด่นของหมวกกันน็อค HJC RPha 11 คือ ด้วยค่าตัวที่เข้าถึงได้ง่าย

ไบค์เกอร์จะได้หมวกที่สวมใส่สบาย นิ่งในระดับที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ และหลากหลายด้วยชิลด์ที่มีมาให้ทั้งชิลด์ใส และชิลด์สโม้คให้ได้เปลี่ยนกันตามความเหมาะสม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้ง HJC RPha 11 ยังเป็นหมวกกันน็อคที่มีน้ำหนักเบาเป็นอันดับต้นๆ และมีลายเท่ๆ จากภาพยนตร์ชื่อดังเรื่องต่างๆ ให้เลือกอย่างหลากหลายอีกด้วย

Suomy SR Sport

Suomy SR Sport ราคาประมาณ 15,000-17,000 บาท

           Suomy อาจเป็นแบรนด์ที่ดูจะไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตาไบค์เกอร์ชาวไทยสักเท่าใดนัก แต่ก็ถือว่าเป็นหมวกกันน็อคสไตล์เรซซิ่งอีกหนึ่งรุ่นที่อดพูดถึงไม่ได้ สำหรับ Suomy SR Sport หมวกกันน็อคที่หลายๆ คนได้ลองแล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันดีและนิ่งจริง”

หมวกกันน็อคแบรนด์นี้ จะว่ากันตามจริงแล้ว อาจจะไม่ได้สุดกราฟไปเสียทุกด้าน คือ ไม่ได้นิ่งที่สุด เบาที่สุด ฟิตติ้งกระชับที่สุด แต่เป็นหมวกที่ให้อารมณ์กลางๆ แบบดีรอบด้าน นิ่งไว้ใจได้ ดีไซน์สวย วัสดุภายในให้ความรู้สึกสบายยามสวมใส่

โดยเฉพาะเรื่องของความรู้สึกที่เวลาใส่ไปไหนมาไหนแล้วไม่ค่อยจะซ้ำใคร ด้วยลวดลายที่โดดเด่น แปลกตา ในค่าตัวที่ไม่ได้แพงเกินความจำเป็น ส่วนข้อเสียของ Suomy SR Sport คงหนีไม่พ้นเรื่องของอะไหล่และของแต่งอื่นๆ เช่น ชิลด์แต่ง ที่ค่อนข้างจะหายากกว่าแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ สำหรับคนที่ชื่นชอบอะไรที่ไม่ซ้ำแบบใคร แบรนด์นี้ รุ่นนี้…ถือว่า “มาได้” เลยครับ

หมวกกันน็อคที่ดี นอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับผู้ขับขี่ได้อีกด้วย

           หมวกกันนอค 5 แบรนดัง แม้ว่าสิ่งนี้จะมีความสำคัญมากเพียงใด แต่เชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว ก็คงไม่มีใครอยากใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้จนถึงขีดสุด เอาแค่ว่าสวมใส่ได้สบาย กระชับกับศีรษะ นิ่งยามใช้ความเร็ว ก็น่าจะถือว่าเป็นสิ่งดีที่ควรจะได้รับแล้ว

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อย่างที่บอกไปข้างต้นครับ ไม่มีหมวกกันน็อครุ่นไหน ใบไหนที่ดีที่สุด แต่ละรุ่น แต่ละแบรนด์ ย่อมมีจุดเด่นเฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่คุณสมบัติเด่นเหล่านั้น จะเข้ากับจริตของผู้สวมใส่ได้มากขนาดไหน ของแบบนี้ อยากรู้…ต้องลองกับตัวเอง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ตัวเราเองนี่แหละ จะตอบได้ดีที่สุด ว่าอะไร…เหมาะกับเราจริงๆ

ที่มา www.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

Traction Control ABS มารู้จักสองระบบความปลอดภัย

จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับระบบสุดฮิต Traction Control ABS ที่เริ่มมีการติดตั้งในรถบิ๊กไบค์และสกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่ๆ หลายๆรุ่น นั่นก็คือ ระบบ Traction Control หรือตัวย่อที่เราเห็นในหน้าจออย่าง TRC หรือ TCS ก็แล้วแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อจะย่อคำกันไป และวันนี้เราจะมาอธิบายถึงประโยชน์และการทำงานของเจ้าระบบ Traction Control ว่าทำไมถึงกลายเป็นระบบที่เริ่มคุ้นหูสำหรับไบค์เกอร์ยุคใหม่ไปเสียแล้ว 

          มาว่ากันด้วยเรื่องประโยชน์ของระบบ Traction Control กันก่อนเลยครับ ว่าระบบนี้มีจุดประสงค์อย่างไร ป้องกันอะไรได้บ้าง…เริ่มแรกจะขอเกริ่นเสียก่อนครับว่า ระบบ Traction Control เมื่อย้อนกลับไปสัก 9-10 ปีให้หลัง ผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปหรือผู้ใช้บิ๊กไบค์น้อยคนนัก ที่จะได้สัมผัสกับเจ้าระบบตัวนี้ เหตุเพราะด้วยในเรื่องของการพัฒนาที่จะนำเข้ามาติดตั้งกับรถที่ ซีซี. ไม่สูงมาก

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะไม่คุ้มทุน บวกกับต้นทุนการผลิตในช่วงเวลานั้น อาจสูงกว่าในยุคนี้ แต่ในสมัยนี้อย่างที่เกริ่นมาข้างต้นว่าเทคโนโลยีได้ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางผู้คิดค้นและผู้ผลิตเริ่มนำเจ้าระบบ Traction Control เข้ามาติดตั้งกับรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ขนาดกลางในหลายๆ รุ่น และรถสกู๊ตเตอร์คลาส 300 ซีซี. ขึ้นไป ในบางรุ่น

          และเหตุที่ว่าทำไมในช่วง 9-10 ปีให้หลัง ที่กล่าวว่าผู้ใช้รถบิ๊กไบค์น้อยคนนักที่จะได้สัมผัสกับระบบ Traction Control ก็เพราะว่าในช่วงเวลานั้น มีรถแค่ไม่กี่รุ่นเท่านั้น ทีมีการติดตั้งเจ้าระบบนี้จากโรงงาน แถมระบบการซื้อขายรถมอเตอร์ไซค์ ซีซี. สูง หรือที่มีเทคโนโลยีสูงๆ แบบนี้ ก็ถือว่าเข้าถึงยากกว่าในสมัยนี้เป็นอย่างมาก เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราจะพาเข้าเรื่องเลยก็แล้วกันครับ ประโยชน์ของเจ้าระบบ Traction Control นั้น

จะทำหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือในการควบคุมเมื่อเกิดเหตุรถเสียอาการไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพื้นถนนเปียก หรือเจอทางฝุ่นทางดินลื่นๆ เจ้า Traction Control จะสามารถเข้ามาพยุงช่วยเหลือเพื่อไม่ให้รถเสียหลักหรือลื่นไถลได้ในระดับหนึ่ง หรือจะให้เข้าใจง่ายๆ คือ ถ้ารถท้ายปัดหรือมีอาการล้อหลังสไลด์ (ความเร็วระหว่างล้อหลังและล้อหน้าต่างกัน) ระบบ Traction Control นี่แหละครับ จะเริ่มเข้ามาช่วยเหลือเราทันที

          มาถึงเรื่องของระบบการทำงานของเจ้า Traction Control เราจะขออธิบายในภาษาพื้นๆ เพื่อให้ทุกท่านที่ยังไม่เข้าใจในการทำงานของเจ้าระบบนี้กันนะครับ โดยเริ่มแรกระบบ Traction Control อย่างที่กล่าวมาจากหัวข้อประโยชน์ของระบบนี้ คือ เป็นระบบที่ช่วยเหลือเมื่อรถเสียการควบคุมจากล้อทั้งสอง โดยการทำงานจะมีดังนี้ครับ Traction Control จะมีการจับเซ็นเซอร์การหมุนของล้อหน้าและล้อหลัง

เมื่อใดที่ล้อหลังมีการหมนุฟรีหรือหมุนไม่สัมพันธ์กับล้อหน้า ตัวระบบ Traction Control จะทำการตัดกำลังเครื่องยนต์ในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาที เพื่อลดการเกิดอาการล้อหลังสไลด์ นั่นก็คือ จะมีอาการชะงักของเครื่องยนต์เล็กน้อย (แต่สำหรับระบบ Traction Control จะตัดการทำงานได้อย่างสมูทจนแทบไม่รู้สึก)  เพื่อดรอปการหมุนของล้อหลังที่ไม่สัมพันธ์กัน โดยรถในบางรุ่นสามารถปรับการทำงานของระบบ Traction Control ได้ในหลายๆ ระดับ

ตามความต้องการของผู้ใช้ บางรุ่นอาจทำได้เพียงเปิดและปิดระบบเท่านั้น หรือบางรุ่นที่ High Performance ขึ้นไปอีกจะมีฟังก์ชั่นเพิ่มเข้ามาให้ล้ำขึ้นไปอีกระดับกับ Cornering Traction Control ที่จะมีการทำงานที่ละเอียดมากกว่าจับเซ็นเซอร์การหมุนของล้อ เพราะจะมีการประมวลผลในเรื่องของการเอียงของตัวรถ จนไปถึงระยะการยุบตัว คืนตัว รวมไปถึงสภาวะอาการต่างๆ ของตัวรถ เพื่อที่จะพยุงช่วยเหลือตัวรถให้กลับมาอยู่ในสภาวะเดิมให้มากที่สุดเมื่อรถเสียอาการ

          ขอเสริมเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ อีกหนึ่งระบบที่เหมือนจะเป็นคู่ขากันกับ Traction Control ในรถบางรุ่นที่ถูกพัฒนาระบบอีกหนึ่งตัว ที่ไบค์เกอร์ทุกคนคงจะคุ้นหูเอามากแล้ว กับระบบเบรก ABS ที่ช่วยในการเบรกไม่ให้ล้อล็อค

รถบางรุ่นอาจมีการพัฒนาระบบเบรก ABS ให้ประมวลผลในรูปแบบเดียวกันกับ Cornering Traction Control ในชื่อ Cornering ABS ที่มีการประมวลผลการใช้พละกำลังเบรกให้เหมาะสมกับสภาวะของตัวรถทีเผชิญอยู่ในขณะนั้น เพื่อการควบคุมการทรงตัวของรถหลังจากเสียอาการให้กลับมาอยู่ในสภาวะเดิมเช่นกันครับ

ระบบเบรก ABS คืออะไร เทคโนโลยีที่มีมานานแต่ปัจจุบันกลายเทคโนโลยีที่ไม่ว่ารถระดับไหน ค่ายไหน ก็จัดติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์ชนิดนี้เป็นพื้นฐานกันเกือบจนจะหมดแล้ว  และยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้มีหลักการทำงานอย่างไร ที่สำคัญระบบเบรก ABS ไม่ใช่การทำงานที่ทำให้ระยะการเบรกสั้นลง อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ 

ระบบ ABS ย่อมาจาก Anti – lock Brake System เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยให้ระบบเบรกพื้นฐานทำงานดียิ่งขึ้นเมื่อประสบอุบัติเหตุกระทันหัน ระบบ ABS คือระบบที่สร้างมาเพื่อป้องกันอาการเบรกล็อก หรือ เบรกตาย เพราะเมื่อใดก็ตามที่เบรกพื้นฐานของรถยนต์ที่ไม่มีระบบ ABS เกิดประสบอุบัติเหตุ

เมื่อมีการเหยียบเบรกอย่างกระทันหันและแรงจะทำให้เกิดอาการล้อล๊อกตาย โดยที่ผู้ขับขี่จะไม่สามารถควบคุมทิศทางรถต่างๆได้เลย แต่ในทางตรงกันข้ามหากรถยนต์ คันไหนมีระบบเบรก ABS แล้วจะทำให้รถเหล่านั้นสามารถควบคุมทิศทางรถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้

ดยการทำงานของระบบ ABS เป็นหลักการง่ายๆ คือการควบคุมแรงดันของน้ำมันเบรกกับผ้าเบรก เป็นการผสมกันระหว่าง กลไกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตามยุคสมัย ABS จะทำงานก็ต่อเมื่อมีการเหยียบเบรกในความแรงระดับพอสมควร และในขณะที่เบรก ABS กำลังทำงานอาจจะมีเสียง ครืดๆ

พร้อมแรงสั่นสะเทือน และมีอาการเบรกสั่นสู้เท้า ในบางคนที่ไม่รู้ อาจจะวิตกกังวลว่ารถของตัวเบรครถเสีย เบรกไม่อยู่  ทำให้เกิดอาการเหยี่ยบเบรกซ้ำ ในกรณีนี้การเหยียบเบรกซ้ำจะทำให้ ระบบ ABS ไม่ทำงาน ทางที่ดีควรมีสติ เหยียบเบรกค้างไว้ และบังคับทิศทางรถเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวางข้างหน้า

ที่มา www.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

ความแตกต่างระหว่างหมวกกันน็อคแบบธรรมดา หมวกันน็อคราคาแพง

  ความแตกต่างระหว่างหมวกกันน็อคแบบธรรมดา กับ หมวกันน็อคราคาแพง แต่ละรุ่น มันก็จะมีคุณภาพหรือจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น

Arai RX-7 GP RC หมวกกันน็อคค่าตัวเรือนแสน

  • วัสดุที่ใช้ในการผลิต หมวกันน็อคราคาแพง

          อย่างที่เราทราบกันว่า วัสดุที่ใช้ในการผลิตหมวกกันน็อคแต่ละรุ่นนั้น มีความสำคัญต่อความปลอดภัยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยหมวกกันน็อคบางรุ่นที่ใช้วัสดุในการผลิตจาก Carbon Fiber (คาร์บอน ไฟเบอร์) ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากการทดสอบ ว่ามันสามารถช่วยลดแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยมกว่าวัสดุทั่วไป แถมยังมีน้ำหนักที่เบากว่าเดิมอีกด้วย

Shark Race-R Pro Carbon

  • น้ำหนัก

          แน่นอนครับว่าน้ำหนักของหมวกกันน็อคที่เราสวมใส่นั้น ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สามารถช่วยให้มีการสวมใส่ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยหมวกกันน็อคจากแบรนด์ดังหลายๆ รุ่นก็ให้ความสำคัญกับน้ำหนักเป็นอันดับแรกๆ เลยทีเดียว

หมวกกันน็อคบางรุ่นออกแบบมาให้มีการไหลเวียนอากาศที่ลื่นไหล

  • แอโร่ ไดนามิค หรือการไหลเวียนอากาศ

          สำหรับหมวกกันน็อคบางรุ่น ไม่ได้เน้นไปที่วัสดุที่ใช้ในการผลิต แต่จะเน้นช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกนิ่ง มั่นคงขึ้น นั่นก็คือ การใช้ระบบ Aerodynamics (การไหลเวียนอากาศ) เข้ามาช่วย ทำให้อากาศที่เข้ามาปะทะ สามารถผ่านเลยไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันจะช่วยลดแรงกระทบระหว่างแรงลมกับตัวของเรานั่นเอง

หมวกกันน็อคบางรุ่นก็ออกแบบมาให้เข้ารูปกับศีรษะได้พอดิบพอดี

  • เข้ารูปกับศีรษะ

           นักบิดบางท่านก็ไม่ได้ซีเรียสกับความสวยงามอะไรมากมาย แต่จะเน้นไปที่เมื่อตนเองสวมใส่แล้ว รู้สึกพอดิบพอดีกับศีรษะซะมากกว่า ซึ่งมันก็จะช่วยให้รู้สึกกระชับ ซึ่งจะส่งผลในเรื่องของความนิ่ง และความสบายหากต้องสวมใส่เป็นระยะเวลานาน

Valentino Rossi

  • ได้รับแรงบันดาลใจจากนักบิดระดับโลก

          สำหรับใครที่ติดตามกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่าง MotoGP นั้น ก็คงจะทราบกันดีว่า หมวกกันน็อคก็เป็นอีกอย่างที่โดดเด่นไม่แพ้ลีลาการขับของเหล่านักบิด และหลายๆ คนก็ไม่รอช้าที่จะเลือกหมวกกันน็อครุ่นพิเศษที่ทำออกมาสำหรับนักแข่งในดวงใจ มาเป็นอุปกรณ์เสริมความมั่นใจอีกหนึ่งชิ้น

AGV Corsa Double Face Edition

  • ความสวยงาม

          แน่นอนว่าในเรื่องของการออกแบบที่สวยงามนั้น ก็เป็นเหตุผลแรกๆ ที่ชาวไบค์เกอร์ทั้งหลายเลือกซื้อหมวกกันน็อคกันเลยทีเดียว

 AGV Pista GP

  • ความปลอดภัย

          สิ่งสุดท้ายแต่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกก็คือ เรื่องของความปลอดภัย แน่นอนว่า…หมวกกันน็อคที่มาพร้อมกับวัสดุที่ดี ได้รับมาตรฐานอย่างถูกต้องนั้น ก็ย่อมจะมีโอกาสที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ เมื่อยามเกิดอุบัติเหตุได้ดีกว่าหมวกกันน็อคแบบทั่วไปใช่มั้ยล่ะครับ

HJC RPHA10 PLUS Lorenzo Graffiti 

          นี่ก็คือ เหตุผลต่างๆ นานาที่ชาวไบค์เกอร์ตัดสินใจเลือกซื้อหมวกกันน็อคที่มาพร้อมกับค่าตัวสูงๆ ซึ่งบางรุ่นบางแบรนด์นั้น ก็ถึงหลักแสนบาทกันเลยทีเดียว และนอกจากหมวกกันน็อคที่จะเข้ามาช่วยในส่วนของการเซฟตี้ได้แล้ว เสื้อผ้าก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยเราได้เยอะทีเดียวเลยนะครับ

ดีไซน์และการออกแบบ

AGV Pista GP R Soleluna

Shark Race-R Pro GP Lorenzo Winter Test 2018

          สิ่งแรกที่ต้องบอกกันตรงๆ ว่า ไบค์เกอร์หลายๆ ท่านน่าจะเจอกับคำถามบ่อยๆ ที่ว่า หมวกใบนี้ราคาเท่าไหร่ ? พอผู้ถามได้รู้คำตอบเข้าไปก็ต้องมีสะดุ้งกันบ้าง เพราะไบค์เกอร์ส่วนใหญ่ที่กระเป๋าหนักหน่อย หรือช่ำช่องในการขับขี่แล้ว มักจะใช้หมวกกันน็อคราคาแพงและประสิทธิภาพสูง จนเป็นที่ตั้งคำถามต่อมาว่า หมวกกันน็อคใบละหมื่น มันมีอะไรดีถึงต้องมีราคาที่สูงขนาดนี้ เราจะมาเริ่มดูกันที่ดีไซน์อันเป็นจุดโฟกัสแรกที่มองเห็นได้ง่ายสุด

โดยหมวกกันน็อคแต่ละแบรนด์ จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ไบค์เกอร์ที่มีความเชียวชาญในเรื่องหมวกกันน็อค จะสามารถจดจำรูปทรงจนไปถึงลายของหมวกได้เป็นอย่างดี เหตุเพราะหลักๆ แล้ว หมวกกันน็อคที่นิยมใช้กันนั้น มักจะมาจากหมวกกันน็อคในรูปแบบเดียวกันกับนักแข่งชื่อดังมากมายที่ใช้ในการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์รายการระดับโลก

ไม่ว่าจะเป็น MotoGP และ WSBK ที่จะมีการอัพเดทในเรื่องของลวดลายและรูปทรงผ่านหมวกกันน็อคประจำตัวของนักแข่งมาเรื่อยๆ พร้อมเทคโนโลยีที่เริ่มมีเข้ามามากมาย เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกสรรกันอย่างจุใจ

การใช้วัสดุในการผลิต

HJC Rpha11 Kylo Ren

Arai RX-7 RC หมวกกันน็อคอันทรงคุณค่ากับค่าตัวร่วม 6 หลัก

          อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อหมวกกันน็อคของเหล่าไบค์เกอร์ ที่ต้องการใช้หมวกที่มี Performance สูงและคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปนั่นก็คือ วัสดุที่ใช้ในการผลิตหมวกแต่ละใบ ที่จะมีผลต่อการใช้งานไม่ว่าจะในชีวิตประจำวันหรือในสนามแข่งเป็นอย่างมาก โดยวัสดุที่ใช้ในการผลิตนั้น ปัจจุบันวัสดุที่เรียกได้ว่าฮิตที่สุด คงไม่พ้นการใช้ใยคาร์บอนเข้ามาผสม หรือใช้วัสดุคาร์บอนเพียวๆ ทั้งใบในการสร้างรูปทรงหรือบอดี้ของตัวหมวกขึ้นมา เพื่อที่จะสร้างความโดดเด่นในเรื่องของน้ำหนักที่เบาหวิวแต่มีความแข็งแรง ทนทานต่อการบิดเบี้ยวของตัวหมวกต่อสภาวะในการใช้ความเร็วสูง และมีความยืดหยุ่นเมื่อเจอการปะทะในเหตุสุดวิสัยสูงกว่าการใช้พลาสติกธรรมดาทั่วไป รวมไปถึงวัสดุที่ใช้ในการผลิตนวมภายในหมวกกันน็อคที่จะทำให้ผู้ขับขี่ใส่สบาย ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ สามารถถอดซักทำความสะอาดได้ แถมบางรุ่นได้เสริมออพชั่นที่รองรับกับการติดตั้ง Bluetooth อีกด้วย

AGV Pista GP R Helmet (Anniversario Matte Carbon)

          และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ วัสดุชิลด์หน้าที่เป็นตัวกำหนดทัศนวิสัยในการมองของผู้ขับขี่ โดยในปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตชิลด์หน้า ได้มีการสร้างชิลด์มาหลายรูปแบบให้เลือกกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ชิลด์ใสแบบกันฝ้าปกติ ชิลด์ดำสุดเท่ห์ที่ช่วยกันแสงแดดและเสริมความดุดันให้กับผู้ขับขี่ จนไปถึงชิลด์ที่สามารถปรับแสงเองได้ และราคาค่าตัวของหมวกกันน็อคที่ใช้วัสดุอย่างที่กล่าวมา ก็มีตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาท ตามสเปคที่แต่ละค่ายผู้ผลิตจัดหนักมาให้ แถมยังมีออพชั่นเสริมที่แยกขายออกมาต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นชิลด์ หรืออุปกรณ์ตกแต่งหมวกกันน็อคเสริมประสิทธิภาพและความหล่อตามใจผู้ใช้งาน

เทคโนโลยี Aerodynamics (การไหลผ่านของแรงลมและอากาศกับหมวกกันน็อค)

          เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของหมวกกันน็อคเลยก็ว่าได้ กับเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า Aerodynamics พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การไหล่ผ่านของแรงลมและอากาศของตัวหมวกกันน็อค ที่มีผลต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าเป็นสายลงสนามหรือนักแข่ง ถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการเลือกใช้หมวกกันน็อคให้เหมาะสมอย่างพิถีพิถันเลยทีเดียว

ถือว่าในส่วนนี้หมวกกันน็อคที่มีราคาแพงและมี Performance สูง จะมีข้อแตกต่างจากหมวกกันน็อคธรรมดาในเรื่องของการรีดลมผ่านตัวหมวกโดยสิ้นเชิง เพราะมาตรฐานการผลิตของหมวกกันน็อคราคาแพงแต่ละแบรนด์นั้น จะมีการทดสอบแรงลมปะทะและการไหลผ่านอย่างถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์เป็นอย่างดี จึงจะนำมาวางจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคได้

สิ่งสำคัญก่อนควักกระเป๋าตังค์จ่าย

          สุดท้ายนี้ ว่าด้วยเรื่องของการตัดสินใจซื้อหมวกกันน็อค สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเลือกใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง รวมไปถึงความคุ้มค่าที่จ่ายไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกไซส์หมวกที่ถูกต้อง ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป สเปคหมวกในใจของคุณที่ต้องการและคำนึงถึงความปลอดภัยที่เราได้มาเพราะชีวิตนั้นมีค่ากว่าเงินที่ต้องจ่ายและที่สำคัญกว่าหมวกกันน็อคราคาแพงที่คุ้มหัวเราอยู่ คือ การขับขี่อย่างมีสตินะครับ

ที่มา bigbike.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

รถมอเตอร์ไซค์ Adventure ความหมายและนิยาม

ความหมายและนิยามของ รถมอเตอร์ไซค์ Adventure

          รถมอเตอร์ไซค์ Adventure ตามคำศัพท์ที่ตรงตัวก็คือ รถมอเตอร์ไซค์ที่มีไว้สำหรับผจญภัย แต่จริงๆ แล้ว รถมอเตอร์ไซค์ Adventure คือ ชื่อประเภทแยกย่อยที่เกิดมาจากสายพันธ์ุ Dual Purpose (Adventure + Touring) แต่ได้ถูกปรับเปลี่ยนสมรรถนะระบบและช่วงล่างขึ้นไปอีกสเต็ป เพื่อรองรับการใช้งานที่สมบุกสมบันมากกว่าเดิม

และสามารถวิ่งบนเส้นทางที่ไม่ใช่ทางเรียบได้อย่างเต็มที่ แต่ในส่วนของรูปทรงหลักๆ ยังคงเป็น Dual Purpose (Adventure + Touring) อยู่เหมือนเดิม เหตุเพราะเพื่อตอบโจทย์การใช้งานสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการใช้ประโยชน์ได้สองต่อ ทั้งขับขี่ท่องเที่ยวทางไกลชิลล์ๆ หรือตะลุยบนเส้นทางสุดหฤโหด ด้วยรถที่มีความกำยำกล้ามเป็นมัดๆ และมาพร้อมสมรรถนะผนวกกับเทคโนโลยี

ความหมายและนิยามของรถมอเตอร์ไซค์ Enduro

Honda CRF250L

          รถมอเตอร์ไซค์ Enduro คือ รถมอเตอร์ไซค์ที่บ้านเราเรียกกันจนติดปากว่ารถมอเตอร์ไซค์วิบาก แต่ยังมีศัพท์เฉพาะของรถมอเตอร์ไซค์วิบากที่หลายๆ คนรู้จักอีกหนึ่งชื่อ คือ Motocross โดยเจ้า Enduro กับ Motocross คือ รถมอเตอร์ไซค์วิบากเหมือนกันครับ แต่แตกต่างกันตรง Motocross 

คือ รถวิบากที่เกิดมาเป็นสเปครถแข่งตั้งแต่ออกโรงงาน ไม่มีอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับการใช้งานบนท้องถนน เช่น ไฟหน้า ไฟท้าย กระจกมองหลัง และไม่สามารถจดทะเบียนเพื่อใช้งานบนถนนได้ แต่ Enduro คือ รถวิบากตัวลูกที่ถูกถ่ายทอด DNA จากตัวแข่ง Motocross โดยจะถูกตัดทอนสมรรถนะบางส่วนออก

แต่มีการติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับการใช้งานบนท้องถนนและจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานขับขี่บนเส้นทางที่ไม่ใช่ถนนทางเรียบ ไม่ว่าจะเป็นบุกป่าฝ่าดงมันส์ๆ กับชาวแก๊ง หรือตะลุยทางฝุ่นทางดินเพื่อวิ่งไปไร่ไปนา เจ้ารถมอเตอร์ไซค์ Enduro ก็พร้อมรองรับได้สบายๆ ครับ

รูปทรงและสัดส่วน (Adventure)

Honda CRF1000L Africa Twin

          จุดสังเกตแรกของรถมอเตอร์ไซค์ Adventure คือ จะมีรูปทรงและสัดส่วนที่มีขนาดใหญ่กว่า Enduro ไม่ว่าจะเป็น เฟรม, แฟริ่ง จนไปถึงขนาดของเครื่องยนต์ ด้วยเหตุผลที่ว่ารถมอเตอร์ไซค์ Adventure โดยภูมิเดิมแล้ว คือ รถมอเตอร์ไซค์ทีถูกอัพเกรดสมรรถนะมาจากรถมอเตอร์ไซค์ Dual Purpose หรือรถมอเตอร์ไซค์กึ่งเอนกประสงค์

 ที่ถูกสร้างมาให้มีขนาดตัวรถที่สูงใหญ่บึกบึน เพื่อการใช้งานที่เหมาะสำหรับการเดินทางไกลและรองรับการขนสำภาระด้วยกล่องเอนกประสงค์ที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามา รถมอเตอร์ไซค์ Adventure ยังคงมีพื้นฐานรูปทรงและสัดส่วนแบบเดียวกันกับ Dual Purpose ทำให้มีน้ำหนักตัวที่มากกว่า Enduro ค่อนข้างมาก

ด้วยเหตุนี้รถมอเตอร์ไซค์ประเภท Adventure ยังคงมีสัดส่วนที่กำยำบึกบึน แต่ก็พร้อมที่จะรับมือได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางบนถนนทั่วไปที่ขับขี่ชิลล์ๆ สบายๆ บนทางเรียบจนไปถึงการเดินทางบนเส้นทาง Adventure ตะลุยทางฝุ่น ดินโคลน ขึ้นเขาลงห้วย ด้วยความที่รถมอเตอร์ไซค์ Adventure ได้รับการอัพเกรดปรับแต่งสมรรถนะระบบช่วงล่างแล้ว ก็สามารถลุยได้อย่างเต็มพิกัด

รูปทรงและสัดส่วน (Enduro)

Kawasaki KLX250

          ในส่วนของรถมอเตอร์ไซค์ Enduro นั้น จะมีรูปทรงที่สูง เล็กกระทัดรัดและมีน้ำหนักเบา โดยตำแหน่งเบาะนั่งเป็นระนาบเดียว และจัดตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่ให้หลังตรง พร้อมแฮนด์บาร์ขนาดกลางที่ไม่กว้างและไม่ต่ำจนเกินไป เพื่อรองรับท่ายืนในการขับขี่เมื่อเจอเส้นทางที่เกินจะนั่งขี่ควบคุม เหมาะสำหรับการใช้งานในรูปแบบการขับขี่ท่องเที่ยวบนเส้นทางป่าเขา หรือทางฝุ่นทางดินจนถึงเส้นทางสุดคับแคบที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างทาง จึงกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้รถ Enduro เป็นรถที่ต้องมีขนาดกะทัดรัด ควบคุมง่าย เพราะถ้ามีขนาดที่ใหญ่เกินไป จะทำให้การตะลุยเส้นทางที่สมบุกสมบันและการเข้าพื้นที่คับแคบจะเสียความคล่องตัวได้ครับ

ช่วงล่างและการควบคุม (Adventure)

KTM 1290 Super Adventure R

          ช่วงล่างของรถมอเตอร์ไซค์ Adventure จะถูกปรับเซ็ทระบบใหม่ ไปจนถึงการเปลี่ยนใช้อะไหล่ที่มีสมรรถนะสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโช้คอัพหน้า-โช้คอัพหลัง และวงล้อจากปกติที่ใช้เป็นขอบ 17 นิ้ว ที่มีไว้สำหรับวิ่งใช้งานบนถนนทางเรียบ หรือใช้ลุยในทางฝุ่นทางดินได้ในระดับหนึ่งโดยใช้ยางที่เป็นสเปคกึ่งออฟโร้ด

แต่ถ้าเป็นเวอร์ชั่น Adventure จะถูกปรับเปลี่ยนชุดวงล้อให้เป็นล้อซี่ลวดที่สามารถให้ตัวได้ดีกว่า โดยจะมีล้อหน้าที่มีขนาดกว้างกว่าล้อหลังเป็นพิเศษตั้งแต่ 19 นิ้ว จนถึง 21 นิ้ เป็นส่วนใหญ่ และล้อหลังขนาด 17 นิ้ว และ 18 นิ้ว แล้วแต่สเปคที่จะให้มาของรถรุ่นนั้นๆ และเหตุผลที่ทำไมต้องเป็นล้อซี่ลวด ? ก็คือล้อซี่ลวดมีคุณสมบัติที่สามารถซับแรงกระแทกได้สูง และขนาดวงล้อหน้าที่เส้นผ่านศูนย์กลางมากเป็นพิเศษ จะช่วยให้การปีนป่ายหรือตะกรุยพื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมการติดตั้งยางเม็ดข้าวโพดหรือที่เรารู้จักกัน คือ ยางวิบากที่มีดอกยางเหมือนหนาม เพื่อให้การขับขี่บนเส้นทางสุดระห่ำได้จัดหนักจัดเต็มนั่นเองครับ

ช่วงล่างและการควบคุม (Enduro)

KTM EXC 250

          จุดเด่นสุดของรถมอเตอร์ไซค์ Enduro ที่ไบค์เกอร์หลายๆ คนคงจะรู้ดีคือช่วงล่างที่มีประสิทธิภาพสูงที่พร้อมรองรับการใช้งานที่เจอแรงกระแทกหนักๆ โดยโช้คอัพหน้าและหลังของรถมอเตอร์ไซค์ Enduro จะมีขนาดแกนโช้คทีมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ พร้อมการปรับเซ็ทค่าคืนตัวยุบตัวมาอย่างแม่นยำ ควบคู่กับวงล้อซี่ลวดที่แข็งแรงเป็นพิเศษด้วยความกว้างของวงล้อหน้าที่แล้วแต่สเปคของรถแต่ละรุ่น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่ขอบ 19 นิ้ว และ 21 นิ้ว เป็นหลัก

ส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของวงล้อหลังจะอยู่ที่ขอบ 17 นิ้ว และ 18 นิ้ว แล้วแต่สเปคของรถรุ่นนั้นๆควบคู่กับสวิงอาร์มอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง พร้อมรัดด้วยยางเม็ดข้าวโพดหรือที่เรียกกันว่ายางวิบากมาตั้งแต่โรงงาน พร้อมที่จะให้ผู้ขับขี่ตะลุยได้อย่างมั่นใจ 

เครื่องยนต์ (Adventure)

BMW R1250 GS

          มาถึงส่วนของเครื่องยนต์ในตัวรถมอเตอร์ไซค์ Adventure ที่มีตั้งแต่ 250 ซีซี. จนถึง 1,300 ซีซี. โดยจะเน้นความจัดจ้านของเครื่องยนต์ในรอบต้น เพื่อใช้ในการส่งกำลังได้อย่างต็มสูบ เมื่อเผชิญสถานการณ์บนเส้นทางที่ต้องใช้พละกำลังเครื่องยนต์ช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการตะกุยดินโคลนจนไปถึงการไต่หรือปีนเขาที่สูงชัน และโดยส่วนใหญ่แล้วรถมอเตอร์ไซค์ Adventure จะมีรอบเรดไลน์เครื่องยนต์ที่ไม่สูงมาก

เหตุเพราะการใช้งานหลักๆ ของรถมอเตอร์ไซค์ Adventure ไม่ใช่การลากรอบสูงเพื่อทำความเร็วสูงสุด แต่จะเน้นพละกำลังแรงบิดที่สูงในรอบต้นและรอบกลางในเวลาเดินทางไกลได้อย่างนิ่มนวล หรือเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่ใช่ทางเรียบก็สามารถสั่งความแรงได้ทันใจและด้วยอีกหนึ่งเหตุผลที่เครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซค์ Adventure 

ไม่ได้ถูกปรับเซ็ทให้มีความแรงในรอบปลาย คือ รูปทรงและช่วงล่างที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกับความเร็วสูงมากนัก ทำให้การปรับเซ็ทเครื่องยนต์ที่แรงในรอบต้น กลับกลายเป็นข้อดีของรถมอเตอร์ไซค์ Adventure คือ ความมันส์สุดขีดเมื่อผู้ขับขี่ได้ลองกระแทกคันเร่งหนักๆ สั่งได้ดั่งใจพร้อมตะกุยพื้นดินให้ฝุ่นฟุ้งกระจุยตามอารมณ์ไปเลยครับ

เครื่องยนต์ (Enduro)

Husqvarna FE 501

          ในส่วนของเครื่องยนต์ที่อยู่ในตัวรถมอเตอร์ไซค์ Enduro คงไม่ต้องพูดถึงความจัดจ้านที่ถูกฝังอยู่ใน DNA ที่มีทั้งเครื่องยนต์ 2 จังหวะ และ 4 จังหวะ โดยแทบจะทั้งหมดมีจำนวนลูกสูบไม่เกิน 2 ลูกสูบเท่านั้น เพราะตัวเครื่องยนต์ต้องสร้างแรงบิดอันมหาศาลในรอบต้นเพื่อให้เข้ากับการใช้งานบนพื้นที่ที่ต้องใช้กำลังเครื่องยนต์ช่วยในการตะกุยตะกายเข้าไปไม่ว่าจะเป็น พื้นทราย ดินโคลน จนไปถึงหินผาที่สูงชัน แต่ถ้าพูดถึงการทำความเร็วสูงในรอบปลายของรถมอเตอร์ไซค์ Enduro อาจไม่ตอบโจทย์ในจุดนี้มากนัก

เนื่องด้วยจุดประสงค์การใช้งานหลักๆ ของ Enduro คือ เป็นรถมอเตอร์ที่ใช้งานในสถานการณ์และสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวยกับการใช้ความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นไร่นา ป่าเขา ลงห้วย แต่ถ้าในเรื่องของการใช้แรงบิดเพื่อการตะลุยทางวิบากแล้วล่ะก็เจ้า Enduro ทั้งหลาย คือ พระเอกตัวจริงเลยครับ

BMW R1200 GS

Yamaha WR250

ที่มา www.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

Alexander Albon AA23 Formula 1 ครั้งแรกในชีวิต

             Alexander Albon AA23 เข้าสู่โลกของการแข่งขัน Formula 1 ครั้งแรกในชีวิต ด้วยการทาบทามจากทีมอย่าง Scuderia Toro Rosso-Honda ซึ่งก็สามารถทำผลงานได้อย่างเข้าตากรรมการ สามารถเก็บคะแนนสะสมได้แม้จะเพิ่งเริ่มแข่งในเวทีความเร็วระดับสูงสุดเป็นครั้งแรกในชีวิต จนกระทั่ง Christian Horner ทีมบอสของ Red Bull Racing 

เห็นแววว่า Albon มีทรง น่าจะไปได้ไกลกว่านั้น จึงเรียกตัวมาอยู่ในทีม ซึ่งว่ากันตามตรงแล้ว Red Bull Racing ถือเป็นทีมใหญ่และมีศักยภาพเหนือกว่า และน่าจะทำให้ Alexander Albon AA23 สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

แต่ในภาพรวมแล้ว แม้ว่าตัวแข่งของ 2 ทีมนี้ จะต่างกันอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ หัวใจของการแข่งขัน นั่นก็คือ ขุมพลังจากค่าย Honda นั่นเอง

Honda RA271 ตัวแข่ง Formula 1 ระดับตำนานในปี 1964

ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ของ Honda ในปี 2019 โดย Max Verstappen

            Honda เริ่มเข้าสู่แวดวงการแข่งขัน Formula 1 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1964 ในฐานะผู้ผลิต ก่อนจะขยายสู่การเป็นผู้สนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับทีมแข่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งค่ายที่มีประสบการณ์ในการแข่งขัน Formula 1 มาอย่างยาวนาน โดยในปี 2019 ค่าย Honda กลับมาสร้างชื่อในการแข่งขัน Formula 1 ได้อย่างเต็มตัวอีกครั้ง

ด้วยชัยชนะอย่างสวยงามถึง 2 สนาม ในฤดูกาล (นับถึง 20 กันยายน 2019) ทั้ง Austrian Grand Prix และ German Grand Prix ด้วยผลงานจากนักแข่งในทีม Red Bull Racing ซึ่งเรามิอาจปฏิเสธได้เลยว่า นอกจากนักแข่งจะมีความสามารถที่ไม่ธรรมดาแล้ว

คงต้องยกเครดิตให้กับพละกำลังและการตอบสนองของเครื่องยนต์ ที่เป็นหัวใจสำคัญ ในการชี้ผลแพ้ – ชนะ เลยทีเดียว

ตัวแข่ง Formula 1 ฤดูกาล 2019 ที่ใช้ขุมพลังจาก Honda

ขุมพลัง Honda RA619H หัวใจแห่งความสำเร็จ ในการแข่งขันระดับสูงสุดแห่งวงการมอเตอร์สปอร์ต

            สำหรับขุมพลังของ Honda ที่ประจำการอยู่ในตัวแข่ง RB15 ซึ่งทีม Red Bull Racing ใช้ในการแข่งขัน Formula 1 ในฤดูกาล 2019 (รวมถึงในฤดูกาล 2020) มาในรหัส RA619H โดยเป็นขุมพลัง V6 เสื้อสูบอลูมิเนียมวางทำมุม 90 องศา พิกัดความจุ 1.6 ลิตร DOHC 4 วาล์ว/สูบ พ่วงด้วยเทอร์โบชาร์จ

และจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดตรงสู่ห้องเผาไหม้ หล่อลื่นด้วยระบบ Dry Sump สามารถใช้รอบเครื่องยนต์สูงสุดได้ถึง 15,000 รอบ/นาที พ่วงความเร้าใจด้วยระบบไฮบริด ซึ่งนอกจากเรื่องของความแรงแล้ว วัตถุประสงค์หนึ่งในการพัฒนาเครื่องยนต์เหล่านี้ก็คือ เสมือนเป็นการนำเทรนด์สำหรับการพัฒนารถยนต์ในยุคใหม่ๆ

โดยหากเราลองสังเกตเครื่องยนต์บล็อคนี้อย่างละเอียด จะสามารถเข้าในแนวทางในการพัฒนารถยนต์ในอนาคตได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Down Sizing ที่ลดขนาดของเครื่องยนต์ลง แต่กลับเรียกประสิทธิภาพการทำงานให้สูงมากขึ้น ทั้งในเรื่องพละกำลังและอัตราการบริโภคเชื้อเพลิง โดยการนำระบบอัดอากาศมาใช้

รวมไปถึงการพัฒนาระบบไฮบริดเพื่อช่วยรีดสมรรถนะสูงสุดในการแข่งขัน เมื่อรวมกันทั้งระบบแล้ว ส่งให้ขุมพลัง RA619H ของค่าย Honda สามารถรีดพละกำลังสู่โลกของการแข่งขัน Formula 1 ได้กว่า 900 แรงม้า (เครื่องยนต์ 740 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า 161 แรงม้า) ก่อนส่งกำลังสู่ชุดเกียร์ 8 สปีด และระบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง 

Alexander Albon AA23 สังกัด Red Bull Racing นักแข่งสายเลือดไทยหนึ่งเดียวใน Formula 1

            นอกจากเครื่องยนต์ RA619H อันทรงพลังของทาง Honda แล้ว ตัวแข่ง RB15 ที่เปรียบดั่งม้าศึกคู่ใจของAlexander Albon AA23

ยังมาพร้อมโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่ขึ้นรูปจากวัสดุ Carbon Fibre Composite Monocoque เช่นเดียวกับในส่วนของช่วงล่างแบบ Double Wishbones + Torsion bar ทั้งหน้าและหลัง

ส่วนระบบเบรกนั้นเป็นแบบคาร์บอนเซรามิค น้ำหนักโดยรวมของตัวรถ RB15 จาก Red Bull Racing แบบเดียวกับที่ Alexander Albon AA23 ใช้ในการแข่งขัน Formula 1 อยู่ที่ 743 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อเทียบอัตราส่วนแล้ว ใน 1 กิโลกรัม จะมีกำลังแบกน้ำหนักถึง 1.21 แรงม้า เลยทีเดียว

Singapore Grand Prix 2019 กับขีดสุดแห่งความอลังการในรูปแบบ Night Race Street Circuit

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com