Audi RS6 Avant 2020 มาพร้อมความแรงที่จัดจ้าน

          ค่ายสี่ห่วง Audi จากประเทศเยอรมนี พร้อมที่จะเปิดตัว แวกอนสายพันธุ์แรง ตัวใหม่ล่าสุด Audi RS6 Avant 2020 ในงาน Frankfurt Motor Show 2019 ที่มาพร้อมความแรงที่จัดจ้านตั้งแต่ออกจากสายการผลิต โดยยังไม่ต้องผ่านการตกแต่งจากสำนักไหนในโลกา โดยมีขุมพลังแรงม้าถึง 600 ตัวติดกายมาตั้งแต่เกิด

           Audi RS6 Avant 2020นั้น รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่หมดทั้งแต่หัวจรดท้าย มีเพียงยกตัวถังมาจากรุ่น Audi A6 โดยในทุกสัดส่วนดีไซน์เป็นแนวสปอร์ต เพราะชื่อก็บอกไว้อยู่แล้วว่าเป็นรุ่นตัวแรง RS แต่ยังคงซ่อนกลิ่นอายความหรูหราไว้อย่างลงตัว

กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมพร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ สีดำมันวาวเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวในรุ่น RS, กันชนหน้าได้รับการออกแบบตามสไตล์ของซุปเปอร์คาร์ อย่าง R8 มาพร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่, ชุดไฟหน้า LED ทรงสปอร์ต

          ส่วนด้านท้ายมาพร้อมชุดปลายท่อไอเสียคู่ขนาดใหญ่ ซ้าย-ขวา เข้าชุดกับ ดิวฟิวเซอร์ที่ออกแบบใหม่ โดยบอดี้พาร์ททุกชิ้นของ Audi RS6 Avant 2020จะถูกตกแต่งให้เป็นโทนดำที่ดุดัน และทำจากคาร์บอนไฟเบอร์

          ส่วนภายในห้องโดยสารของ Audi RS6 Avant 2020จะมากับความหรูหราเริ่มตั้งแต่จะก้าวเข้าไปในห้องโดยสาร ถูกต้อนรับด้วย ไฟส่องสว่างที่พื้นเป็นตัวอักษร Audi Sport เมื่อเข้าไปในห้องโดยสารในส่วนของพวงมาลัยถูกหุ้มด้วยหนัง Alcantara

          ส่วนเบาะที่นั่งเป็นแบบทรงสปอร์ต หุ้มหนัง Valcona สีน้ำตาล ตัดเย็บพร้อมปรุลวดลายคล้ายรังผึ้ง และปั้มลายนูนโลโก้ RS ไว้ที่ตัวเบาะนั่ง เพื่อบ่งบอกว่าเป็นรุ่นตัวแรง พร้อมกับผสมผสานวัสดที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ไว้ที่คอนโซลกลาง และที่แผงประตู 

          Audi RS6 Avant 2020ยังได้ติดตั้งหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว ที่ออกแบบมาเฉพาะในรุ่น RS ซึ่งจะแสดงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไม่ว่าจะเป็น

แรงม้า, แรงบิด, อุณหภูมิน้ำมันเครื่อง, แรงอัดเทอร์โบ, นาฬิกาจับรอบเวลา และแรง G นอกจากนั้นยังใระบบอินโฟเทนเม้นท์ยังมากับหน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว และยังมีหน้าจอขนาด 8.6 นิ้ว

ที่ไว้ควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ภายในรถ ส่วนตอนท้ายที่เก็บสัมภาระนั้นสามารถรองรับได้ถึง 565 ลิตร และจะเพิ่มพื้นที่เก็บของมากขึ้นถึง 1,680 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลง 

           ด้านระบบช่วงล่างของ Audi RS6 Avant 202 จะมากับระบบ Adaptive Air Suspension ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยทำการลดความสูงจากพื้น 20 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ A6 Avant รุ่นมาตรฐาน อีกทั้งยังสามารถลดความสูงลงอัตโนมัติเพิ่มอีก 10 มิลลิเมตร ในช่วงที่ขับขี่อยู่ในช่วงความเร็วที่มากกว่า 120 กม./ชม.

นอกจากนั้นยังได้ติดตั้ง Lift mode เพื่อที่จะช่วยยกบอดี้ให้สูงได้ถึง 20 มิลลิเมตร เพื่อให้สามารถวิ่งผ่านอุปสรรถ ต่างๆ อาทิ ลูกระนาด Audi RS6 Avant 2020จะมากับล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ที่เป็นตัวมาตรฐาน และมีล้อขนาด 22 นิ้ว เป็นออฟชั่นเสริม

          ส่วนไฮไลท์ของ Audi RS6 Avant 2020คงต้องยกให้กับขุมพลังติดกาย โดยจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ กำลังแรงม้าลงพื้นถึง 600 ตัว ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 800 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Tiptronic จนทำให้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.6 วินาที

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นถูกจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังมีออปชั่นเสริมเป็น Dynamic Package ที่จะปลดล็อกความเร็วสูงสุดขึ้นไปแตะอยู่ที่ 280 กม./ชม. หรือจะเป็นขั้นแอดวานซ์แบบ Dynamic Package Plus ที่เพิ่มความเร็วสูงสุดให้ไปถึง 305 กม./ชม.

และที่น่าสนใจก็คือ Audi RS6 Avant 2020ยังได้ติดตั้งระบบ Mild Hybrid ที่เป็นไฮบริดขนาดเล็กเพียง 48 V โดยระะบนนี้ช่วยทำให้แรงม้าสูง โดยจะชาร์จไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้ถึง 12 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 

          Audi RS6 Avant 2020 รุ่นใหม่นี้จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน Frankfurt Motor Show 2019 ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ และพร้อมที่จำหน่าย และส่งมอบรถในช่วงต้นปี 2020 ที่ตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกา 

ที่มา car.boxzaracing.com

อา่นต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Bugatti Centodieci มีอยู่บนโลกนี้เพียง 10 คันเท่านั้น

          Bugatti ได้เปิดตัว Bugatti Centodieciรถไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษ ที่จะมีอยู่บนโลกนี้เพียง 10 คันเท่านั้น โดย Bugatti Centodieci ตัวแรงคันนี้จะถูกผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระการครบรอบ 110 ปี ของการต่อตั้งบริษัท

อีกทั้งการแสดงความเคารพต่อรุ่นพี่ Bugatti EB110 S ซุปเปอร์คาร์ ที่สร้างชื่อเสียงอย่างโด่งดังมาแล้วในยุค 90 โดยทาง Bugatti เคลมว่า Bugatti Centodieci รุ่นพิเศษตัวใหม่นี้ จะมีพละกำลังที่เรียกว่าเร้าใจกว่า Bugatti Chiron อีกด้วย

          Bugatti Centodieciถูกสร้างบนแพลทฟอร์มของ Bugatti Chiron ส่วนดีไซน์การออกแบบของ Bugatti Centodieciนั้นยังคงรูปลักษ์ภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์ของทาง Bugatti พร้อมทั้งยังคงรับกลิ่นอายของ Bugatti EB110 S 

กระจังหน้าแบบเกือกม้าทำให้มีขนาดเล็ก แต่ไม่เล็กกเท่ากับรุ่น Bugatti EB110 S รวมถึงด้านข้างบริเวณ เสา B ที่มีวงกลมเล็กๆ ห้าวง ยังคงดีไซน์เหมือนกับรุ่นพี่ โดยส่วนตราโลโก้ Bugatti ถูกย้ายจากกระจังหน้าไปยังที่ฝากระโปรง

          ชุดไฟหน้าเป็นแบบ LED แบบเล็กบางเรียว มาพร้อมช่องดักอากาศที่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้ถูกหลักตามอากาศพลศาสตร์ ด้านท้ายมากับสปอย์เลอร์ขนาดใหญ่, ดิวฟิวเซอร์ที่ถูกออกแบบให้ใหญ่ ไว้รีดอากาศตอนทำความเร็วอยู่บนท้องถนน เข้าชุดกับปลายท่อไอเสียแบบคู่ออกซ้าย-ขวา 

          Bugatti Centodieci จะมากับขุมพลังเครื่องยนต์ W16 ความจุ 8.0 ลิตร ที่มีเทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ให้กำลังแรงม้าลงพื้นถึง 1,600 แรงม้า

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

จึงทำให้เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.4 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายใน 6.1 วินาที ขณะที่ความเร็วสูงสุดจะถูกจำกัดไว้ที่ 380 กม./ชม.

          ส่วนด้านราคาค่าตัวของBugatti Centodieci รุ่นพิเศษนี้จะมากับราคาจำหน่ายที่ 8.9 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 274 ล้านบาท และจะถูกผลิตออกมาเพียง 10 คันเท่านั้น โดยทั้ง10 คันที่ว่านั้นได้ถูกจับจองไปหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Bugatti แบรนด์รถเก่าแก่ของฝรั่งเศส น่าจะกำลังเพลินกับการออกรถสปอร์ตคอลเล็กชั่นพิเศษราคามหาโหด เพื่อฉลองครบรอบ 110 ปี เพราะเมื่อต้นปีก็เพิ่งเปิดตัว Bugatti La Voiture Noire โดยอ้างอิงตำนาน “รถสีดำ” ที่หายสาบสูญของ

Bugatti (Bugatti Type 57 SC Atlantic) ซึ่งผลิตเพียงคันเดียวจนขึ้นแท่นรถยนต์ใหม่แพงสุดในโลกไปแล้ว ล่าสุดได้ส่ง Bugatti Centodieci มาโกยเงินในกระเป๋ามหาเศรษฐีอีกรอบ ผลิตเพียง 10 คัน ด้วยราคาเริ่มต้น 8 ล้านยูโร และต่อให้ตอนนี้คุณมีเงินมากพอก็ไม่มีสิทธิ์ซื้ออยู่ดี

Bugatti Centodieci
Bugatti Centodieci

ซ้าย :Bugatti Centodieciขวา : Bugatti EB110 SS

ตั้งแต่จมูกและช่องดักอากาศด้านหน้า การเจาะรูบนแผงด้านข้าง หลังบานกระจกที่โอบล้อมห้องโดยสารเป็นรูปเกือกม้าเพื่อรับอากาศเข้าไปลดความร้อนแรงของเครื่องยนต์ W16 สูบ ตลอดจนถึงแถบไฟท้าย 3 มิติ แบบลอยตัวและซับซ้อน ให้ดูคล้ายกับแผงท้าย Bugatti EB 110 SS ที่เจาะรูไว้ระบายอากาศจากห้องเครื่อง

Bugatti Centodieci
Bugatti Centodieci

เพียงแค่ขุมพลังของ Bugatti Centodieci ไม่ใช่เครื่องยนต์ วี 12 สูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ 4 ตัว อย่าง Bugatti EB110 SS แต่เปลี่ยนเป็นแบบ W16 สูบ ขนาดความจุ 8.0 ลิตร เทอร์โบ 4 ตัว ปั่นม้าออกมาวิ่งเล่นแบบมหาศาลถึง 1,600 ตัว (เหนือกว่า Bugatti Chiron อยู่ 100 ตัว) เรียกว่าเหลือกินเหลือใช้และเผื่อไว้ให้ได้โชว์ด้วย

Bugatti Centodieci

ส่วนอัตราเร่งของไฮเปอร์คาร์พลังช้าง (ยุคหนึ่ง Bugatti เคยใช้ช้างเป็น Leaper บนฝากระโปรง เหมือน Rolls-Royce มี Spirit of Ecstasy) อย่าง Bugatti Centodieci สามารถถีบตัวจาก 0-100 กม./ชม. ได้ด้วยเวลาเพียง 2.4 วินาที

และผ่านลิมิต 200 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที และวินาทีที่ 13.1 ก็จะไปถึง 300 กม./ชม. ก่อนที่จะถูกกล่องอิเล็กทรอนิกส์ตัดความเร็วไว้ 380 กม./ชม.

เหมือนสมัย Bugatti Royale อัครยานยนต์หรูหรา คันมหึมา ที่ทาง Bugatti เองก็เคยเสนอขายลูกค้าระดับ “เจ้านาย” แต่ด้วยราคาที่แพงระยับ (คงคล้าย ๆ รถหรูแต่ราคาเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวในยุคนี้) และเจอพิษเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้ขายได้เพียง 3 คัน

(จากที่ผลิตขึ้นมาเพียงแค่ 7 คัน แต่จริง ๆ Bugatti ตั้งเป้าไว้จำนวนมากกว่านี้ และต่อมาพังยับไป 1) ปัจจุบัน Bugatti Royale ที่เหลืออยู่จึงแรร์ มีคุณค่าและมูลค่าสูงมาก

ก็อย่างว่าแข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แต่ถ้าคิดจะแข่งบารมีด้วยการครอบครองBugatti Centodieci อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

Bugatti Centodieci

ที่มา car.boxzaracing.com car.kapook.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Porsche Taycan ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ

          ในที่สุดรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ คันแรกของค่าย Porsche อย่าง Porsche Taycan ก็ได้เปิดหน้าเปิดตาโชว์ตัวให้เห็นเรือนร่างแบบไม่ต้องมีสติ้กเกอร์มาพรางตัวเสียที โดย Porsche Taycan นี้เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่พัฒนาต่อยอดมาจากตัว Mission E อีกทั้งยังเป็นรถสปอร์ตที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสายการผลิตปกติของทาง Porsche 

          Porsche Taycanสปอร์ต 4 ประตู พลังงานไฟฟ้า 100 % คันนี้ ได้เปิดตัวอย่างเป้นทางการ โดยมีความเร้าใจให้เลือกถึง 2 รุ่น ได้แก่Porsche Taycan Turbo S และPorsche Taycan Turbo และในช่วงปลายปีหน้าจะมีรุ่น Taycan Cross Turismo เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก

          รูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกของ Porsche Taycanนั้นยังคงรูปลักษณ์กลิ่นอาย และอัตลักษณ์รูปแบบของ Porsche ไว้อย่างเดิม อีกทั้งยังได้ดึงเส้นสาย

และลวยลายมาจากเจ้า Mission E อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่กว้าง, ฝากระโปรงที่ลาดต่ำ เพื่อให้ให้ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์, โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า LED คล้ายบูมเบอแรง

ส่วนด้านท้ายเสริมความโดดเด่นด้วยโลโก้ Porsche ที่อยู่หลังแผ่นใสซึ่งจะเชื่อมกับไฟท้ายทั้งสองด้าน, ตัวถังเป็นแบบซีดาน 4 ประตูที่ออกแบบให้ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd 0.22 เท่านั้น

          ภายในห้องโดยสารของ  Porsche Taycanออกแบบด้วยความล้ำสมัยใหม่หมดจดโดยเฉพาะเป็นครั้งแรกทีทาง Porsche ได้ประกอบชิ้นส่วนภายในห้องโดยสารจากวัสดุรีไซเคิล , เบาะนั่งทรงสปอร์ตแบบ Bucket Seat วางอยู่ระดับต่ำที่เป็นลักษณะของรถสปอร์ตพันธ์แท้ , หน้าปัดเรือนไมล์ทรงโค้งมนที่ล้ำยุคขนาด 16.8 นิ้ว, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้าน

           ที่แผงแดชบอร์ดเป็นหน้าจอสัมผัสที่เรียงยาวตัวต่อเนื่องกัน ด้วยแผ่นกระจกสไตล์ Black-panel ยาวไปจนถึงฝั่งผู้โดยสาร, ระบบ Infotainment มาพร้อมหน้าจอ ขนาดใหญ่ 10.9 นิ้ว และด้วยการออกแบบภายในใหม่นี้บรรดาปุ่ม สวิตช์ ควบคุมต่างๆที่อยู่คอนโซลกลางนั้นจึงถูกปรับออกเกือบหมด และถูกแทนที่ระบบสัมผัส

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

รวมถึงการสั่งงานด้วยเสียง Voice Control Function เพียงเริ่มต้นพูดด้วยคำว่า Hey Porsche ก็เริ่มต้นสั่งงานต่างๆภายในรถได้ นอกจากนั้นในตัว Porsche Taycanยังมีพื้นที่บรทุสัมภาระได้อย่างจุใจ โดยมีพื้นที่เก็บของด้านหลังได้มากถึง 366 ลิตร และที่ด้านหน้ามีความจุขนาด 81 ลิตร 

          ด้านพละกำลังของ Porsche TaycanTurbo จะมากับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ที่ให้กำลังแรงม้าขนาด 625 ตัว ที่มาพร้อมกับแรงบิดขนาด 850 นิวตัน-เมตร

แต่สามารถเพิ่มพละกำลังด้วย Overboost  จนดีดแรงม้าออกมาได้ถึง 680 แรงม้า

ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นอยู๋ที่ 260 กม./ชม ส่วนอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.นั้นทำได้ 3.2 วินาที โดยสามารถวิ่งได้ไกลสุด 450 กิโลเมตร ต่อจากการชาร์จ 1 ครั้ง 

          ส่วนในรุ่นเรือธงตัวแรงอย่างPorsche Taycan Turbo S นั้น ก็ยังคงใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวกัน แต่สามารถเค้นพลังความแรงด้วยฟังก์ชัน Overboost 

จึงเพิ่มแรงม้าลงพื้นได้มากถึง 761 ตัว มาพร้อมกับแรงบิดสูงสุด 1,050 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในระยะเวลาเพียง 2.8 วินาที

ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นทำได้ถึง 270 กม./ชม. และในการชาร์จพลังงาน 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ไกลสุด 412 กิโลเมตร ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นเท่ากันกับตัว Turbo จะอยู่ที่ 260 กม./ชม 

          ส่วนระบบช่วงล่างของPorsche Taycan นั้นถูกติดตั้งแบบระบบ Porsche 4D-Chassis Control ทำหน้าที่วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลช่วงล่างทั้งหมดแบบเรียลไทม์

โดยมาพร้อมกับ ระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ปรับระดับอัตโนมัติ Adaptive Air Suspension ที่ทำงานประสานกับ ระบบ PASM (Porsche Active Suspension Management),

ระบบเหล็กกันโคลงอัจฉริยะ Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) และระบบควบคุมการเข้าโค้งด้วยระบบไฟฟ้า Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus

          พร้อมกันนี้ Porsche Taycanมีโหมดความเร้าใจให้เลือกการขับขี่ได้ถึง 4 โหมด RangeNormalSport และ Sport Plus พร้อมกับยังมีโหมด Individual ที่ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งรูปแบบการขับขี่ได้เองอีกด้วย

          Porsche Taycan จะมากับ แบตเตอรี่มีความจุ 93.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง อีกทั้ง Porsche Taycan ทั้ง 2 รุ่นนี้ จะเป็นรถสปอร์ตจากสายการผลิตปกติรุ่นแรก

ที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงขับเคลื่อนสูง 800 โวลต์ แทนที่ระบบทั่วไปซึ่งมีแรงขับเคลื่อนเพียง 400 โวลต์ จึงทำให้ใช้เวลาเพียง 5 นาที ในการชาร์จก็สามารถวิ่งได้ไกลถึง 100 กม.

อีกทั้งยังยังสามารถชาร์จความจุแบตเตอรี่ 5–80 % ในเวลาเพียง 22.5 นาที รวมถึงสามารถชาร์จพลังงานผ่านไฟฟ้ากระแสสลับขนาด 11 กิโลวัตต์ ที่ใช้อยู่ในที่พักอาศัยทั่วไปได้ โดยใช้เวลาชาร์จจาก 0- 100 % ในเวลา 9 ชั่วโมง

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

BMW M8 Manufaktur Edition มีเพียงแค่ 20

          BMW เปิดตัวรุ่นพิเศษ BMW M8 Manufaktur Edition ที่มีเพียงแค่ 20 คันซึ่งจำหน่ายเฉพาะในแคนนาดา และพิเศษกว่านั้นมีสีแดง Fire Red และสีดำ Frozen Black อย่างละ 10 คัน  แม้ว่างานนี้ดูเหมือนเป็นแค่รุ่นพิเศษจำนวนจำกัดที่ทำกันบ่อยครั้ง ทว่าการผลิตรถรุ่นนี้มีนัยยะสำคัญ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของแบรนด์

โดยในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่ BMW ได้พัฒนาต้นแบบอย่าง M8 ขึ้น โดยมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกว่าปกติด ลำตัวกว้าง มาพร้อมสีแดงเพลิงแบบซูเปอร์คาร์ ทว่างานนี้ต้นสังกัดในการผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์เยอรมันนี้กลับปฎิเสธที่จะยอมรับรถรูปแบบนี้

ซึ่งแน่นอนว่านี้เป็นผลงานของแผนก M Performance ที่รู้กันว่าในเรื่องของความแพง และขายได้ยากเพราะเทคโนโลยีสูงเกินความจำเป็นของผู้ใช้

         วันนี้โมเดล Manufaktur Edition หรือรุ่นพิเศษที่จำหน่ายในแคนนาดาเพียง 20 คันนี้ ได้ถูกสานต่อความเป็น M Performance ในอดีตด้วยชิ้นส่วนในแบบไฮเทคโนโลยี คาร์บอนไฟเบอร์ ที่แทรกตัวตามจุดต่างๆ ทั้งที่กระจังหน้า ลิ้นต่อกันชันหน้า ช่องดักลมด้าหน้า

คิ้วแก้มข้าง ชายล่างด้านข้าง รวมถึง ดิฟฟิวเซอร์หลัง และสปอยเลอร์ชิ้นเล็กที่ท้ายรถ ภายในไม่ต่างกันทั้งสีแดง และสีดำ ด้วยกาตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ และหนัง Merino เต็มพื้นที่กับโทนสี  Sakhir Orange และ Black และผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของ

เสมือนถูกเตือนอยู่เสมอว่า คุณเป็นคนพิเศษที่กำลังขับรถรุ่นพิเศษของ BMW เพราะจะมีการจารึกคำว่า Manufaktor บนที่ว่างแก้วคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึง ฝาครอลถาดสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย

M8 Individual Manufaktur Edition มี 2 รุ่นให้เลือก ในสีที่แตกต่างกัน คือ Fire Red Edition ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพต่อต้นแบบ M8 Coupe ต้นแบบ BMW ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นยุค 90 ในขณะที่ Frozen Black Edition ให้ความหมายที่โดดเด่นของ M8 Coupe

ภายนอกได้รับการปรับปรุงอย่างเต็มรูปแบบ ในนแบบฉบับ M Performance เช่น สเกิร์ตข้างคาร์บอนไฟเบอร์  กระจังหน้าไตคู่คาร์บอนไฟเบอร์ และช่องระบายอากาศ คาร์บอนไฟเบอร์ด้านข้างของ M Performance ทำให้รถดูมีความดุดัน

“BMW M มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ BMW Canada เพื่อเปิดตัว M8 Manufaktur Editions รุ่นแรก” Marcus Flasch ซีอีโอของ BMW M กล่าวว่า

“ในฐานะที่แคนนาดาเป็นหนึ่งในตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดทั่วโลก ของ BMW M มีความยินดีที่จะแนะนำเรือธงสุดพิเศษเหล่านี้ ที่พร้อมจะเดินตามรอย ต้นแบบ M8 ทั้งสิ้น”

ด้านในทั้งสองรุ่นพิเศษจะมีคุณสมบัติของ BMW Individual Full Merino Leather ในโทนสี Sakhir Orange / Black ที่ได้รับการตกแต่งด้วย Sakhir Orange ตัดกันทั่วห้องโดยสาร สำหรับเครื่องยนต์ยังคงเป็นไปตามต้นแบบ M8 ซึ่งผลิตกำลังด้วยเครื่องยนต์

เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ขนาด 4.4 ลิตร ให้กำลัง 617 แรงม้า และแรงบิด 553 ปอนด์ฟุต BMW M8 Individual Manufaktur Editions จะเปิดตัวที่ตัวแทนจำหน่าย BMW ในแคนาดา เดือนตุลาคม 2019 ด้วยราคาเริ่มต้นที่ $ 198,000 CAD

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

         แน่นอนว่ารุ่นพิเศษต้องมากับความพิเศษ เมื่อ M8 นี้มาพร้อมเทคโนโลยีแห่งการแข่งขัน กับเครื่องยนต์ทรงพลังแบบ V8 Twin Turbo ขนาดความจุ 4.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 617 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 750 นิวตัน-เมตร สนราคาเริ่มต้นที่ 198,000 เหรียญดอลลาร์แคนาดา

หรือประมาณ 149,800 เหรียญดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แต่หากเป็นเงินไทยบาท บวก แต่ไม่ลบได้ 4.55 ล้าน แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณซื้อตอนนี้คุณจะได้ภาษีเพิ่มขึ้นอีก 300 %

นั่นหมายความว่า  M8 คันนี้ ราคาจะขยับขึ้นไปเป็น 13.4 ล้านบาททันที

ที่มา car.boxzaracing.com carvariety.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Ferrari 812 GTS สานต่อความเร้าใจเข้าไปอีกขั้น

          หลังจากที่ได้เปิดตัวซุปเปอร์คาร์รุ่นแบบเปิดประทุนได้ไม่กี่วัน ค่ายคอกม้าลำพองอย่าง Ferrari ยังคงสานต่อความเร้าใจเข้าไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวม้าลำพองตัวใหม่ ในรูปแบบเปิดประทุนออกมาอีกตัว นั้นก็คือ Ferrari 812 GTS 

ซึ่งในครั้งนี้ทาง Ferrari กล่าวไว้ว่าจะเป็นเจ้าม้าตัวใหม่แบบเปิดทุนล่าสุดตัวนี้จะเป็นตัวที่ทรงพลังที่สุดตั้งแต่มีมา โดยจะสามารถทำ Top Speed ได้ถุึง 340 กม./ชม. และที่รีดแรงม้าลงพื้นได้มากถึง 789 ตัว

          Ferrari 812 GTS ตัวใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากในรุ่น 812 Superfast โดยเฉพาะขุมพลังเป็นขุมพลังตัวเดียวกัน ซึ่งจะมาพร้อมกับขุมพลัง V12 ความจุกระบอกสูบ 6.5 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ สามารถรีดรีดพละกำลังสูงสุดถึง 789 แรงม้า โดยมีแรงแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 718 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียรดูอัลคลัตช์ไปยังล้อหลัง

โดยมีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที และกดคันเร่งจาก 0-200 กม.ต่อชม. ใน 8.3 วินาที ส่วนด้านความเร็วสูงสุดมากกว่า 340 กม./ชม ซึ่งถือได้ว่าเป็นรถเปิดประทุนที่ออกมาจากสายการผลิต ที่ทรงพลังที่สุดของทาง Ferrari

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

          นอกจากนี้ Ferrari 812 GTSจะมาพร้อมกับหลังคาแข็งที่สามารถเปิดหรือปิดได้ภายในเวลาเพียง 14 วินาที ขณะที่ใช้ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. อีกทั้งยังมากับกระจกกันลมด้านหลังที่ทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิก

ซึ่งทำหน้าที่ในการป้องกันลมเข้าสู่ห้องโดยสารเมื่อเปิดหลังคา และจะลดต่ำลงเมื่อผู้ขับปิดหลังคา อีกทั้งยังจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถดื่มด่ำกับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียได้อย่างเร้าใจ 

          ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกของ Ferrari 812 GTSเวอร์ชั่นแบบเปิดประทุน จะได้รับการปรับเปลี่ยนส่วนใหญjจะเป็นที่ด้านท้าย โดยเฉพาะได้ปรับดีไซน์ Diffuser ใหม่ ที่จะสามารถรีดอากาศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งยังเพื่อชดเชยกับระบบแอโรไดนามิกของตัวรถ กัับส่วนหังคาที่ถูกตัดออกไป และยังเพิ่มลุคที่ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ่น  

          นอกจากนั้นยังได้ติดตั้ง L-Shaped Flaps ที่มุมกระจกหน้า เพื่อลดเสียงจากลม รวมถึงสร้างแอโรไดนามิกให้กับตัวรถ รวมถึงยังช่วยลดเสียงลมเข้าห้องโดยสารเพื่อใหห้เกินความเงียยบที่มากขึ้นในช่วงทำความเร็วในขณะเปิดหลังคาขัยขี่อยู่

ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นยังคงถูกออกแบบสปอร์ต และดุดันเหมือนกับรูปทรงด้านนอก แต่ก็ยังมากมายด้วยเทคโนโลยี และความสะดวกสบายที่อัดแน่น

365 GTS4 คือคันสุดท้ายของสายเลือดที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ในปี 1969 รถรุ่นนี้เป็นที่รู้จักในนาม “Daytona Spider” สืบเนื่องจากการคว้าชัยของ Ferrari ในการแข่งขัน 24 Hours of Daytona เมื่อสองประสานจากม้าลำพอง 330 P4s และ 412 P รับธงหมากรุกเคียงข้างกัน ครองอันดับ Top 3 ได้สำเร็จ

หลังจากรุ่น 365 GTS4 ตัวถังสำหรับรองรับเครื่องยนต์ V12 วางหน้า ของ Ferrari ไม่เคยถูกนำมาใช้กับรถเปิดประทุนรุ่นโปรดักชั่น (ออกจำหน่ายแบบไม่จำกัดจำนวน) อีกเลย นั่นหมายถึง มีเพียงรถซึ่งผลิตขึ้นพิเศษในจำนวนจำกัดอีกเพียง 4 รุ่น เท่านั้น

ที่เปิดตัวไปหลังจากนั้น นั่นคือ 550 Barchetta Pininfarina ในปี 2000, Superamerica ปี 2005, SA Aperta ปี 2010 และคันล่าสุดคือ F60 America ในปี 2014 ที่สร้างขึ้นเพียง 10 คัน เพื่อฉลองวาระครบรอบ 60 ปี ในการจำหน่ายรถเฟอร์รารี่ในสหรัฐอเมริกา

เช่นเดียวกับสายพันธุ์ม้าลำพองในตำนาน 812 GTS สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านของสมรรถนะและความพิเศษเหนือระดับ ดุดันด้วยขุมพลัง 800 แรงม้า V12 อันเกรียงไกรของ Ferrari ไม่เพียงแค่การเป็นสปอร์ตคาร์เปิดประทุนที่ทรงพลังที่สุดในคลาสเท่านั้น

แต่ยังเป็นรถที่ใช้งานได้เอนกประสงค์ จากความยอดเยี่ยมของหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งให้มีพื้นที่ความจุในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถมากยิ่งขึ้น

หลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ (RHT – Retractable Hard Top) ใช้เวลาเพียง 14 วินาทีในการเก็บเข้าที่ และทำงานได้ขณะรถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 45 กม./ชม. ทั้งยังไม่กินพื้นที่ภายในห้องโดยสารอีกด้วย กระจกหลังควบคุมการทำงานด้วยไฟฟ้า

จะทำหน้าที่เป็นแผ่นบังลม ช่วยคงความสุนทรีย์ในการขับขี่แม้จะเปิดหลังคาอยู่ก็ตาม หรือในกรณีที่ปิดหลังคา ก็ยังคงเปิดโอกาสให้ได้ดื่มด่ำเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 อย่างชัดเจนเช่นกัน

          Ferrari 812 GTSจะไม่ใช่รุ่นพิเศษที่จะผลิตในจำนวนจำกัดอย่างแน่นอน เพราะทาง Ferrari จะผลิตตามออเดอร์เรียกว่าใครมีสตางค์สั่งได้เลยพร้อมเสมอสำหรับ Ferrari 812 GTSรุ่นใหม่นี้ ส่วนราคาทาง Ferrari ยังไม่มีการแจ้งออกมา 

ที่มา car.boxzaracing.com autospinn.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

BMW X5 X6 รุ่นใหม่นี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ M

         BMW X5 และ BMW X6 รุ่นใหม่นี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ M ที่ให้ความรู้สึกเหนือขึ้นไปอีกระดับ ด้วยด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ โดยเฉพาะ กระจังหน้า และกระมองข้าง นอกจากนี้ยังมีระบบไอเสีย Mocal Vocal ที่ให้เสียงเร้าอารมณ์ไม่ต่างจากรถแข่ง สอดรับกับการโหมดการขับที่สามารถเลือกได้ตามต้องการ

แต่เป็นออฟชั่นสำหรับรุ่นมาตรฐานที่อยากได้อารมณ์มากขึ้น  ในรุ่นมาตรฐานมาพร้อมกับสีดำที่ฝาครอบกระจก กระจังหน้า รวมถึงล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 21 นิ้ว ทั้ง 4 ล้อ ในขณะที่รุ่นปรับแต่งพิเศษด้านหน้าเป็นขนาด 21 นิ้ว ส่วนด้านหลังมีขนาด 22 นิ้ว โดดเด่นกว่า

BMW X5 M

BMW X6 M

         ภายในห้องโดยสารมีความสปอร์ต โดยหลักๆ เป็นดีไซน์ที่ได้มาจาก BMW X5 และ BMW X6  ตกแต่งด้วยการหุ้มหนังที่ตัดเย็บพิเศษ และเพิ่มด้วยวัสดุอลูมีเนียม Crossline รวมถึงคาร์บอนไฟเบอร์ พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่น

 ยังคงรูปลักษณ์อันเฉพาะตัวของ Sports Activity Vehicle แต่มาในดีไซน์ใหม่ที่เรียบหรูยิ่งขึ้น ด้วยพื้นผิวตัวถังที่ราบเรียบ ตัดกับเส้นสายที่เฉียบคมและดุดัน

เพิ่มลุคสง่างามให้แก่ X5 รุ่นล่าสุดนี้ และนอกจากนี้ ตัวรถยังมีขนาดใหญ่ขึ้น ยาว 4,922 มิลลิเมตร กว้าง 2,004 มิลลิเมตร และสูง 1,745 มิลลิเมตร ให้ความรู้สึกโปร่งสบายแก่ผู้โดยสาร พร้อมปริมาตรในการบรรจุของ 650-1,870 ลิตร

เช่นเดียวกับหัวเกียร์มาพร้อมโลโก้ M นูน รวมถึงเบาะที่นั่งทรงสปอร์ต เสริมด้วยแผ่นเพรสติดตรงธรณีประตูพร้อมไฟส่องสว่าง

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

Twin Power Turbo V8 ขนาด 4.4 ลิตร 592 แรงม้า

         ทั้งสองรุ่นมีเครื่องยนต์แบบ Twin Power Turbo V8 ขนาด 4.4 ลิตร ให้กำลังในการใช้งาน 592 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 750 นิวตัน-เมตร พร้อมาระบบเกียร์ 8 สปีด M Steptronic ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ All-Wheel Drive ควบคุมผ่านระบบ  Active M Differential ด้วยประสิทธิภาพของเครื่องยนต์นี้ ทำให้ทั้งสองรุ่น สามารถสร้างความเร็วจาก 0-100 ด้วยเวลา 3.9 วินาที

ทว่างานนี้ถูกจำกัดท็อปสปีดไว้ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยระบบไฟฟ้า แต่หากสิ่งที่ได้ไม่พอความต้องการ ผู้ซื้อสามารถเลือกเพิ่มสมรรถนะได้ เพราะมีเครื่องยนต์ที่อัพเกรดเป็น 617 แรงม้า แรงบิด 750 นิวตัน-เมตร ไว้รองรับ ซึ่งสิ่งที่ได้คือเวลาจาก 0-100 กิโลเมตร จะลดลงเหลือ 3.8 วินาที ทว่าความเร็วสูงสุดยังคงเท่าเดิม

         การเพิ่มประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ภายในเรื่องของอากาศ หรือพละกำลังของเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ส่งผลไปตามจุดต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ห้องเครื่อง เนื่องจากเป็นรถที่ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบปรับตัวได้ รวมถึงแชสซี่ที่ได้รับการอัพเกรด จะเห็นว่ามีการลดแรงบิดจากการเพิ่มตัวค้ำรูปทรงแตกต่างจากที่เคยมา แน่นอนว่านี่ได้รับการพัฒนาตามแบบฉบับของ M

และเนื่องจากเป็น Corssover ที่สร้างความเร็วสูงได้ในเวลาไม่กี่วินาที ระบบเบรกที่ติดตั้งต้องมีประสิทธิภาพสูง ด้วยคาลิเปอร์แบบ 6 สูบ และจานเบรกขนาด 395 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้า ทว่าด้านหลังกลับใช้ คาลิเปอร์แบบลูกสูบเดียวทำงานกับจานเบรกขนาด 380 มิลลิเมตร

         สำหรับในสหรัฐอเมริกา จะออกจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า สนนราคาเริ่มต้น 105,100 เหรียญ หรือประมาณ 3.47 ล้านบาท สำหรับรุ่น X5 M และราคาขยับเป็น 114,100 ประมาณ 3.77 ล้านบาท สำหรับรุ่น X5 M

หากต้องการที่จะนำไปใช้ในการแข่งขัน ในขณะที่รุ่น X6 M ราคาเริ่มต้นที่ 108,600 เหรียญ หรือประมาณ 3.59 ล้านบาท และขยับเป็น 117,600 สำหรับรุ่นอัพเกรด หรือประมาณ 3.89 ล้านบาท

ที่มา car.boxzaracing.com www.checkraka.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Mercedes-AMG GT R ตอบสนองความเร้าใจในทุกมิติ

Mercedes-AMG GT R ตอบสนองความเร้าใจในทุกมิติให้กับผู้ขับขี่ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังจากขุมพลังเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตร และเทคโนโลยีแบบมอเตอร์สปอร์ต มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว และดุดันเต็มพิกัดตามแบบฉบับของ Mercedes-AMG โดยนำเสนอในราคา 17,900,000 บาท

          Mercedes-AMG GT R เป็นรถสปอร์ตตระกูล AMG GT และเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันล้ำสมัยของรถแข่งมาประยุกต์ใช้ ซึ่งถือเป็นการยกระดับการขับขี่ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและความเร้าใจในทุกท่วงท่า

รถยนต์รุ่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสมรรถนะของรถสปอร์ตกลุ่ม AMG GT 3 กับการใช้งานในชีวิตประจำวันของรถสปอร์ตกลุ่ม AMG GT เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับผู้เป็นเจ้าของที่ชื่นชอบความเร็ว

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

          ดีไซน์ภายนอก รูปลักษณ์ของ Mercedes-AMG GT Rโฉมใหม่ สะท้อนปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่ทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์และเอเอ็มจียึดถือ ส่วนหน้าของตัวรถมีลักษณะลาดต่ำ และกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator trim

 ที่ยื่นออกไปคล้ายจมูกฉลามนั้นสามารถ ช่วยลดแรงกดที่ด้านหลังตัวรถ ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศขณะรถเคลื่อนที่ดีขึ้น อีกทั้งยังประกอบด้วยวัสดุบังคับลมชุบโครเมี่ยม 15 ซี่เช่นเดียวกับรถแข่งรุ่น Mercedes-AMG GT 3

 ที่ยื่นออกไปคล้ายจมูกฉลามนั้นสามารถ ช่วยลดแรงกดที่ด้านหลังตัวรถ ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศขณะรถเคลื่อนที่ดีขึ้น อีกทั้งยังประกอบด้วยวัสดุบังคับลมชุบโครเมี่ยม 15 ซี่เช่นเดียวกับรถแข่งรุ่น Mercedes-AMG GT 3

          ล้ออัลลอยแบบ AMG forged wheels มีน้ำหนักเบา ช่วยประหยัดพลังงาน และทำให้ระบบช่วงล่างและการหมุนพวงมาลัยเป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำ นอกจากนั้นยังมีหลังคารถที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอน เสริมให้ตัวรถมีสีสันตัดกันสวยงามพร้อมติดตั้ง

ระบบเบรกแบบ AMG high-performance composite brake สีเหลืองที่เป็นสีพิเศษสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ

          ดีไซน์ภายใน ห้องโดยสารของ Mercedes-AMG GT Rโฉมใหม่ มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งดีไซน์ใหม่ในหลายจุด ซึ่งเป็นการออกแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต อาทิ เบาะที่นั่งที่ถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ

          อีกทั้งยังเป็นเบาะที่นั่งแบบ AMG Bucket Seats หุ้มด้วยหนัง Nappa และ DINAMICA Microfibre ที่ช่วยปกป้องลำตัวด้านข้างได้ดีแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง  ทั้งนี้ ผู้เป็นเจ้าของสามารถเลือกติดตั้งเบาะที่นั่งแบบ AMG Performance และอุปกรณ์เสริมต่างๆ

เพื่อเพิ่มความเร้าอารมณ์ขณะขับขี่ เช่น ชุดเข็มขัดนิรภัยสีเหลือง หรือชุดแต่งห้องโดยสาร AMG Interior Piano Lacquer เป็นต้น, ชุดแต่ง AMG Interior Night เป็นชุดแต่งมาตรฐานของรถยนต์รุ่นนี้

          มาพร้อมพวงมาลัยแบบ AMG Performance Steering ตกแต่งด้วย DINAMICA Microfiber สีดำ พร้อมหน้าจอแสดงผลบนพวงมาลัยจำนวน 2 หน้าจอแบบ AMG steering wheel buttons ลงตัวด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบ all-digital instrument display ขนาด 12.3 นิ้ว

          เกียร์จะชุบสีดำเงาทั้งหมด, แผงหน้าปัดกว้างดีไซน์ใหม่ด้วยอัตราส่วนแบบ 16:9 ขนาด 10.15 นิ้ว ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแบบ COMAND Online

 สื่อถึงเอกลักษณ์ของงานออกแบบอากาศยาน, แผงควบคุมตรงกลางมีหน้าจอแสดงผลมากถึง 8 จอบริเวณคอนโซลกลางแบบ AMG DRIVE UNIT ที่ออกแบบตามลักษณะเครื่องยนต์แบบ V8 และมีช่องลมของเครื่องปรับอากาศ 4 ช่อง ที่ดูคล้ายสปอตไลท์

          ความปลอดภัยและเทคโนโลยี Mercedes-AMG GT R มีระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะโดยจะทำงานร่วมกับระบบ 

AMG RIDE CONTROL ด้วย การใช้โครงสร้างปีกนกสองชั้นเพื่อรักษาสมดุลของล้อ และติดสปริงไว้ด้านบน, ใช้นวัตกรรม AMG Lightweight Performance ที่เลือกสรรวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการผลิต ทำให้โครงสร้างของรถมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง

แต่แข็งแกร่งและสามารถกระจายแรงได้เป็นอย่างดี, ระบบควบคุมการยึดเกาะเอเอ็มจีแบบ 9 ระดับ หรือ AMG TRACTION CONTROL สามารถจำลองค่าแรงเสียดทานภายในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเตรียมระบบต่างๆ ของรถให้สอดคล้องกับสภาพพื้นถนน

          โดยมีกลไกชุดหม้อเพลาท้ายรถแบบ LSD เป็นตัวช่วย, เสาค้ำยึดล้อคู่หน้าช่วยลดแรงปะทะขณะเกิดอุบัติเหตุ, ยางรองแท่นเครื่องยนต์และยางรองแท่นเกียร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ

เพื่อเพิ่มความสบายและคล่องตัวขณะขับขี่ โดยระบบสามารถปรับแต่งความยืดหยุ่นของทั้งสองชิ้นได้อย่างเป็นอิสระจากกัน ช่วยกระจายแรงกระทำด้านข้างได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีระบบท่อไอเสียเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์รูปทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ใช้ท่อเก็บเสียงที่ผลิตจากไทเทเนี่ยมและเหล็กกล้าไร้สนิม ให้เสียงคล้ายคลึงกับเสียงรถแข่ง

          Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดของเกียร์หลักได้ 5 แบบ คือ “C” (Comfort) สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายและสะดวกสบาย, “S” (Sport) และ “S+” (Sport Plus) เน้นความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ “I” (Individual)

ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ อีกทั้งยังมีโหมด “RACE” ที่เป็นโหมดเสริมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแรงและเกียร์ที่เปลี่ยนได้รวดเร็วเหมือนอยู่ในสนามแข่งรถ ซึ่งจะมาพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์ ทั้งนี้ผู้ขับขี่สามารถสร้างข้อกำหนดทั้งหมดในแต่ละโหมดการขับขี่เองได้ด้วยการกดปุ่ม “M” (Manual) ที่อยู่ตรงกลางแผงควบคุม, ระบบเพลาหลังแบบแอคทีฟ (active rear axle steering)

ที่จะหมุนเพลาล้อคู่หลังไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเพลาล้อคู่หน้าเมื่อใช้ความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น และประหยัดแรงในการหมุนพวงมาลัย แต่หากความเร็วสูงสุดเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ทั้งล้อคู่หน้าและหลังจะหมุนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อเสริมสมดุลให้กับตัวรถ ทำให้ท้ายรถไม่ปัดเมื่อหักเลี้ยว

          ขุมพลังของ Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 4 ลิตร ระบบไดเรค อินเจคชั่น ที่ให้กำลังแรงม้าลงพื้นถึง 585 ตัว ที่ 6,250 รอบ/นาที มาพร้อมกับแรงบิดสูงสุดที่ 700 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 2,100-5,500 รอบ/นาที

ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด (seven-speed dual clutch transmission) ที่ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และการตอบสนองของระบบเกียร์จะดีขึ้นตามจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่  โดยสามารถสร้าง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 3.6 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 318 กม./ชม.

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Ford Everest มอบสมรรถนะสูงถึง 213 แรงม้า

          Ford ยังคงนำเสนอสุดยอดความแข็งแกร่งและรถอันทรงพลังให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัส ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัว New Ford Everest รถอเนกประสงค์ PPV ปรับโฉมใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับ

 ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด โดยระบบขับเคลื่อนดังกล่าวนั้นถ่ายทอดจาก Ford Ranger Raptor รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จัดเต็มด้วยสมรรถนะเหนือระดับ โดยยังคงความแข็งแกร่ง สมบุกสมบัน

และเพิ่มเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยใหม่ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุดในตลาด ในราคา 1,799,000 บาท ซึ่งราคาที่สูงขนาดนี้ จะมีทีเด็ดอะไรที่ทำให้แฟนๆ ต้องเป็นเจ้าของรถรุ่นนี้ มาชมกันได้เลย

1. เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร กำลังสูงถึง 213 แรงม้า และแรงบิดอันมหาศาลระดับ 500 นิวตัน-เมตร

          สิ่งแรกที่ทำให้ Ford Everest ใหม่นั้น โดดเด่น และเร้าใจกว่ารถอเนกประสงค์ที่เคยมีมา นั่นคือ ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ความจุ 2.0 ลิตร แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ที่มอบสมรรถนะสูงถึง 213 แรงม้า และมอบแรงบิดมหาศาลระดับ 500 นิวตัน-เมตร

 ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูง (HP) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และถูกควบคุมด้วยวาล์วบายพาสที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการทำงานของเทอร์โบทั้งสองลูก

อีกทั้ง Ford Everest ใหม่ ยังมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำให้มีอัตราทดที่สั้นลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่ง และการตอบสนองที่ดีขึ้น ซึ่งพัฒนามาจาก Raptor F-150 ที่ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอย รวมถึงคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทาน และมีน้ำหนักเบา

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

2. อัดแน่นเทคโนโลยีความปลอดภัยสมัยใหม่ เติมเต็มความเป็นรถอเนกประสงค์อัจฉริยะที่ไม่ตกเทรด์

          ในยุคปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีระบบตรวจจับวัตถุด้านหน้า (รถ หรือคนเดินเท้า) และระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติได้ใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นทั่วๆ โลก ซึ่ง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่

ก็ไม่รอช้าที่จะนำเสนอระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถเพื่อหยุดรถและช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง

โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง!! เรียกได้ว่าแม้ใช้ความเร็วต่ำก็สามารถหยุดรถฉุกเฉินอัตโนมัติได้ ในขณะที่บางรุ่นต้องทำความเร็วสูงระดับหนึ่งจึงจะหยุดรถได้

3. ฟีเจอร์เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่รอบด้าน เพื่อความสะดวกสบายทุกการใช้งาน

           Ford Everest ใหม่ ได้เพิ่มฟีเจอร์เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ที่ได้รับการอัพเกรดให้มีความทันสมัย ใช้งานง่าย ให้คุณและผู้โดยสารรู้สึกฟินทุกการเดินทาง โดยลูกค้าที่เป็นเจ้าของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ จะได้รับฟีเจอร์เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่ ดังนี้

  • ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ซึ่งได้รับการติดตั้งในรถระดับนี้เป็นครั้งแรก จะคอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย
  • ระบบประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี เพียงยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายจะเปิดโดยอัตโนมัติ
  • กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และขึ้นลงรถได้สะดวกสบายกว่าเดิม
  • SYNC3 ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งการรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบบลูทูธ ผู้ขับขี่สามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ
  • เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย ระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance)
  • เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC® และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน และกล้องมองหลัง ทั้งหมดนี้สามารถสั่งการผ่านจอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว ที่ให้ภาพคมชัดขึ้น และใช้งานง่าย สะดวกจริงๆ

4. ยกระดับความโดดเด่น หรูหราทั้งภายนอกและภายใน สะท้อนความพิเศษในทุกอนูสัมผัส

          หากมองโดยรวม อาจจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของ Ford Everest รุ่นปรับโฉม กับโฉมเก่ามากนัก แต่หากได้พิจารณารายละเอียดให้ลึกจะพบกับความแตกต่าง

ซึ่งทางฟอร์ดได้ทำการอัพเกรดอุปกรณ์ใหม่ในทุกๆ ด้าน เริ่มจากภายนอกที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยกระจังหน้าใหม่ และไฟหน้า HID ที่ส่องสว่างกว่าไฟหน้าทั่วไป, ล้ออัลลอยแบบก้านคู่ (Split-Spoke) ขนาด 20 นิ้ว, ภายในนำเสนอโทนสีดำ พร้อมตกแต่งด้วยวัสดุซอล์ฟทัช รวมไปถึงการเสริมระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation)

ทั้งเสียงเครื่องยนต์และเกียร์ให้เข้าห้องโดยสารลดลง กับพัฒนาซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ได้ปรับปรุงเพิ่มความโดดเด่นให้กับภายนอกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังได้ปรับปรุงเพิ่มความรู้สึกที่ดีในการขับขี่มากยิ่งขึ้น หากได้สัมผัสกับพวงมาลัยและคันเร่ง จะพบกับความแตกต่างยิ่งกว่าเดิม ไม่ลองไม่รู้

          Ford Everest ใหม่ มาพร้อมกับสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Aluminum Metallic, Absolute Black Metallic, Arctic White, Sunset Metallic และ Blue Reflex Metallic และสีใหม่ล่าสุด Diffused Silver Metallic ทั้งหมดนี้คือยนตกรรม 

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ความจุ 2.0 ลิตร แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) 213 แรงม้า และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และฟีเจอร์สุดล้ำที่อัดแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ที่ให้คุณเปิดประสบการณ์การเดินทางครั้งใหม่ที่ตื่นเต้นเร้าใจยิ่งขึ้น ด้วยราคา 1,799,000 บาท พร้อมให้เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ 

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Mitsubishi Mirage Limited Edition ปลุกอารมณ์ความสปอร์ต

          Mitsubishi ยกระดับความสปอร์ตโดดเด่นให้กับรถอีโค่คาร์ยอดนิยม ด้วยการเผยโฉม Mitsubishi Mirage Limited Edition รุ่นพิเศษ สปอร์ตโดดเด่นภายใต้สโลแกน “Be bold be you best…เป็นตัวเอง ไปให้สุด” ด้วยตัวถังสีทูโทน หลังคาสีดำ พร้อมชุดแต่งสีดำ ภายในตกแต่งด้วยสีทูโทน ปลุกอารมณ์ความสปอร์ต น่าสัมผัส

โดยยังคงประสิทธิภาพประหยัดน้ำมันและคายไอเสียต่ำ ผ่านมาตรฐาน Euro 5 และระบบความปลอดภัยสุดล้ำ เพื่อความอุ่นใจในทุกการเดินทาง พร้อมให้คุณได้เป็นเจ้าของแล้ว ที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

Mitsubishi Mirage Limited Edition มอบความโดดเด่นด้วยตัวถังสีทูโทน แดง-ดำ / ขาว-ดำ

ภายนอก

          Mitsubishi Mirage Limited Editionได้รับการอัพเกรดจากรุ่น GLS CVT เพิ่มบุคลิกให้สปอร์ตโดดเด่น โดยมีให้เลือกทั้งตัวถังสีแดง Red Metallic 

และตัวถังสีขาว White Pearl หลังคาสีดำพร้อมสติกเกอร์ตกแต่งลายกราฟฟิก ร่วมกับชิ้นส่วนสีดำทั้งกระจกมองข้างสีดำ พร้อมไฟเลี้ยว LED, สปอยเลอร์ท้ายสีดำ, ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED และล้ออัลลอย 15 นิ้ว สีดำ

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

ชุดแต่งสปอยเลอร์ท้ายสีดำ และล้ออัลลอย 15 นิ้ว สีดำ

          สำหรับออพชั่นมาตรฐาน จะได้รับทั้งไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ Bi-Xenon HID พร้อมไฟหรี่แบบ Spectrum LED, ไฟตัดหมอกคู่หน้า, กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า, ไฟท้ายแบบ LED พร้อมแผ่นสะท้อนบริเวณกันชนท้าย

          สำหรับรายละเอียดมิติตัวถัง มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ประกอบไปด้วย

  • ความยาว 3,795 มม.
  • ความกว้าง 1,665 มม.
  • ความสูง 1,505 มม.

ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ พร้อมพวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนัง เดินตะเข็บด้ายสีแดง

ภายใน

          Mitsubishi Mirage Limited Edition ตกแต่งภายในที่สะท้อนความสปอร์ต เร้าใจ น่าสัมผัส ด้วยเบาะผ้าสีทูโทน แดง-ดำ พร้อมเดินด้ายสีแดง, พวงมาลัย – หัวเกียร์หุ้มหนังสีดำเดินด้ายสีแดง ร่วมกับชิ้นส่วนตกแต่งสีดำเงา Piano Black 

เบาะนั่งหุ้มผ้าสีทูโทน ดำ-แดง

          สำหรับออพชั่นภายในของรถรุ่นนี้ จะได้รับทั้งมาตรวัดแบบ Semi-High Contrast พร้อมจอแสดงผลอเนกประสงค์, กุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์, เบาะหนังด้านคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ และเบาะนั่งด้านหลังปรับพับแบบ 60:40 ทุกที่นั่งจะได้รับหมอนรองศีรษะ, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น,

 ระบบเครื่องเสียง 2 DIN หน้าจอสัมผัส 6.2 นิ้ว, เครื่องเล่น DVD/MP3, ระบบสั่งการผ่านเสียง Siri, ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย, USB, กล่องเก็บของท้ายรถ พร้อมฝาปิด และไฟส่องสว่างห้องเก็บสัมภาระ เป็นต้น

เครื่องยนต์ 3 สูบ ความจุ 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ INVECIII CVT พร้อมระบบ INC และ G-Sensor

ระบบขับเคลื่อน

          มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ความจุ 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้สมรรถนะสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

เครื่องยนต์ดังกล่าวผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5 ด้วยอัตราบริโภคน้ำมันที่ 23.8 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัม/กม.

          ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ INVECIII CVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ช่วยควบคุม และตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก

และระบบ จี-เซ็นเซอร์ (G-Sensor) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้แม่นยำมากขึ้นในทางลาดชัน

          สำหรับช่วงล่าง เริ่มจากระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนระบบกันสะเทือนหลังจะเป็นทอร์ชั่นบีม,

ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนระบบเบรกหลังแบบดรับเบรก, ล้ออัลลอย 15 นิ้ว หุ้มยาง 175 / 55 R15 และพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.6 เมตร

ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM-LS) และระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (RMS-Forward)

ระบบความปลอดภัย

         Mitsubishi Mirage Limited Edition ได้รับการบรรจุระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ครบครันในทุกด้าน เติมเต็มความอุ่นใจในทุกการเดินทาง ประกอบไปด้วย 

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM-LS) 
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (RMS-Forward) 
  • ถุงลมนิรภัยด้านคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับ และระบบผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง พร้อมระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับ
  • เข็นขัดนิรภัยเบาะหลังแบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
  • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS)
  • ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD)
  • ระบบเสริมแรงเบรก (BA)
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) 
  • ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ ขณะเบรกกะทันหัน
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA)
  • จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX 2 ตำแหน่ง
  • ระบบป้องกันการโจรกรรม

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

BMW 530i Touring M Sport ยกระดับความสะดวกสบาย

BMW 530i Touring M Sport

          BMW 530i Touring M Sport ใหม่ ยนตกรรมสปอร์ตแวกอนหรูที่ได้รับการยกระดับความสะดวกสบาย และประโยชน์ใช้สอยแบบรอบด้าน พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่มากขึ้นในทุกมิติ พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และระบบการเชื่อมต่อล้ำสมัย

มอบความสมบูรณ์แบบในการขับขี่และประโยชน์ใช้สอย ภายใต้บุคลิกที่โดดเด่น สง่างาม ทันสมัย สะกดสายตาได้เป็นอย่างดี ด้วย 4 จุดเด่น ที่โดนใจคนรุ่นใหม่มากขึ้นกว่าที่เคยสัมผัส

1. บุคลิกใหม่ ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น ทันสมัยกว่าเดิม 

           BMW 530i Touring M Sportมาพร้อมรูปลักษณ์ที่ทันสมัยกว่าเดิมด้วยไฟหน้าที่เชื่อมต่อเข้ากับกระจังหน้าทรงไตคู่อย่างกลมกลืน และระบบ Active Air Flap แผ่นปิดด้านในกระจังหน้าไตคู่ ช่วยเพื่อประสิทธิภาพในการระบายอากาศที่ดียิ่งขึ้น

เสริมความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยท่อไอเสียทั้งสองด้าน อีกทั้งมิติของตัวรถที่ได้รับการพัฒนาให้มีขนาดให้ใหญ่ขึ้นในทุกๆ ด้าน ทั้งยาวขึ้น 36 มม. (4,942 มม.) กว้างขึ้น 8 มม. (1,868 มม.) และสูงขึ้น 10 มม. (1,498 มม.) เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

เกมสนุกได้เงินจริง : PGSLOT , PG SLOT , PGSLOTGAME

ถือของเยอะขนาดไหน ก็สะดวกสบายด้วยระบบเปิด – ปิดประตูท้ายอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบปลดล๊อคประตูอัจฉริยะ (Comfort access system)

2. ความจุสัมภาระเพิ่มมากขึ้น และเสริมเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายในการบรรจุสิ่งของ

           BMW 530i Touring M Sportใหม่ สามารถบรรจุของได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 30 ลิตร ด้วยความจุสัมภาระมากถึง 570 – 1,700 ลิตร อุปกรณ์พื้นฐานอื่นๆ ของตัวรถยังรวมถึงระบบเปิด – ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า ระบบปลดล๊อคประตูอัจฉริยะ (Comfort access system) ที่สามารถเปิด-ปิดประตูท้ายได้ด้วยการยื่นเท้าไปใต้ท้ายรถโดยไม่ต้องใช้มือ ช่วยให้สามารถจัดวางสิ่งของได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และเพิ่มความสามารถในการบรรจุของที่มีขนาดอันหลากหลาย ด้วยเบาะที่นั่งด้านหลังแบบพับได้ 40:20:40

ภายในห้องโดยสารที่สมบูรณ์แบบทั้งความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย

3. อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความสะดวกสบาย ระบบเชื่อมต่อ และความปลอดภัยที่เหนือระดับ

          BMW 530i Touring M Sportใหม่ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย มอบประโยชน์ในการใช้งานสูงสุด ด้วยระบบอำนวยความสะดวกผู้ขับขี่แบบอัตโนมัติต่างๆ

เช่น เซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control), กล้องแสดงภาพด้านหลัง (Rear view camera), ระบบควบคุมความเร็วคงที่ พร้อมฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว (Cruise control) และระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side impact protection)

อีกทั้งยังมี จอแสดงผลภาพสี LCD ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมหน้าจอสัมผัส, ปุ่มควบคุม iDrive พร้อมการสั่งงานด้วยระบบสัมผัส, ระบบการสั่งงานอัจฉริยะ ผ่านการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control), หน้าปัดมาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ ขนาด 12.3 นิ้ว และการเชื่อมต่อและชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย เป็นต้น

BMW 530i Touring M Sportมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร BMW TwinPower Turbo สมรรถนะสูงสุด 252 แรงม้า

4. สมบูรณ์แบบทั้งสมรรถนะ ความประหยัด และปล่อยมลพิษต่ำ

          มอบสมรรถนะในการขับขี่ที่เหนือชั้น ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุด 252 แรงม้า (185 กิโลวิตต์) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร มอบอัตราเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม.

ภายในเวลาเพียง 6.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. นอกจากนี้ ขุมพลัง BMW 530i Touring M Sportมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยสูงสุด 15.8 -17.2 กม./ลิตร และระดับการปล่อย CO2 เพียงแค่ 143 -133 กรัม/กม.

เป็นเจ้าของ BMW 530i Touring M Sport ได้ในราคาเพียง 4,539,000 บาท

          BMW 530i Touring M Sportพร้อมให้คุณได้เป็นเจ้าของแล้วที่โชว์รูมตัวแทนจำหน่าย BMW ทั่วประเทศ ในราคาจำหน่ายที่ 4,539,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar