Suzuki SWIFT 2018 ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน

           Suzuki SWIFT 2018 ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นรุ่นชูโรงที่ทำให้ค่าย Suzuki กลับมามีความคึกคัก และทิศทางการตลาดที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน จากทั้ง SWIFT Generation 1 และ Generation 2 ตั้งแต่ปี 2010 – 2018 โดยมีครอบครัว Suzuki SWIFT มากกว่า 100,000 คัน ล่าสุด Suzuki 

ได้ทำการเปิดตัว All-New Suzuki SWIFT ซึ่งถือเป็น Generation ที่ 3 ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอก และภายใน แพลตฟอร์มใหม่ Heartect ยกระดับความปลอดภัย และเครื่องยนต์ใหม่ Dual Jet ที่ให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น          

          สำหรับ Suzuki SWIFT ใหม่ มาพร้อมกับสโลแกน “We Standout สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง” เพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนที่ชัดเจน และโดดเด่นเหนือใคร ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวมากยิ่งขึ้น โดยได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561

ทดสอบ All-New Suzuki SWIFT ที่จังหวัดเชียงใหม่

          หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเพียง 1 สัปดาห์ Suzuki ก็ได้พาคณะสื่อมวลชนบินไปสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือระดับของ

 Suzuki SWIFT ใหม่ กันที่เชียงใหม่ โดยมี Suzuki SWIFT GLX-Navi ให้ทดสอบกว่า 10 คัน บนเส้นทางธรรมชาติ ทั้งขึ้นเขา-ลงเขา สลับกับการขับขี่ในเมือง โดยได้รับเกียรติจาก คุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

 กล่าวต้อนรับคณะสื่อมวลชน พร้อมทั้งบรรยายสรุปถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ และข้อมูลทางเทคนิค เพื่อให้ทราบ และเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับสมรรถนะของ Suzuki SWIFT ใหม่ ก่อนจะเริ่มทำการทดสอบขับจริง

สปอร์ตเร้าใจ ในความสะดวกสบายที่มากขึ้น

          สำหรับ All-New Suzuki SWIFT มาพร้อมกับการออกแบบที่มีความสปอร์ตเร้าใจมากยิ่งขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งความกว้างขวางสะดวกสบายไว้อย่างสมบูรณ์ โดย SWIFT ใหม่ มาพร้อมกับฐานล้อที่ 2,450 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 20 มม.)

ช่วงกว้างของล้อหน้า 1,520 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 30 มม.) ล้อหลัง 1,525 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 30 มม.) ความยาวของตัวรถ 3,840 มม. ความกว้างของตัวรถ 1,735 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 40 มม.) ในระดับความสูงที่ 1,495 มม. (ต่ำกว่ารุ่นเดิม 15 มม.) จึงให้สมรรถนะการขับขี่ที่สปอร์ตมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 4.8 เมตร (รุ่นเดิม 5.2 เมตร)

และน้ำหนักตัวถังเพียง 875 – 910 กก. (แล้วแต่รุ่นย่อย) ซึ่งเบากว่ารุ่นเดิมถึง 85 กก. เลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา เป็นผลมาจากการออกแบบแพลตฟอร์มตัวถังใหม่แบบ Heartect ซึ่งนอกจากจะมีน้ำหนักตัวถังที่เบาลงแล้ว ยังมีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ไฟหน้า LED Projector ปรับระดับสูง-ต่ำได้ พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED

กระจังหน้าใหม่ดีไซน์สปอร์ต ตกแต่งด้วยเส้นสีแดงเพิ่มความเร้าใจ

มือจับประตูด้านหลังที่เรียบเนียนไปกับตัวรถ

โดดเด่นสะกดทุกสายตาด้วยไฟท้ายใหม่แบบ LED

ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว

          นอกเหนือไปจากการออกแบบแพลตฟอร์มใหม่แล้ว Suzuki SWIFT 2018 ยังมาพร้อมกับดีไซน์ที่หรูหรา ยกระดับรถ Eco Car แบบยุโรปอีกด้วย

เริ่มจากไฟหน้าที่เป็นแบบ LED Projector ปรับระดับสูง-ต่ำได้ พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED เข้าชุดกับกระจังหน้าใหม่ดีไซน์สปอร์ต ตกแต่งด้วยเส้นสีแดงเพิ่มความเร้าใจ เพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยการออกแบบเส้นสายบนฝากระโปรง และด้านข้างของตัวรถ

รวมไปถึงการดีไซน์มือจับประตูด้านหลังที่เรียบเนียนไปกับตัวรถ โดดเด่นสะกดทุกสายตาด้วยไฟท้ายใหม่แบบ LED ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว

คอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้วยวัสดุสีขาวเพิ่มความสปอร์ต

เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ต โอบกระชับทุกสรีระ

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบท้ายตัด D-Shape

Suzuki Smart Connect หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Bluetooth และรองรับ Apple CarPlay ในรุ่น GLX-Navi

          ส่วนภายในของ Suzuki SWIFT ใหม่ ก็ได้รับการออกแบบใหม่ เพิ่มเติมความสปอร์ต ผสานกับความสะดวกสบายที่เหนือระดับ เริ่มจากการออกแบบคอนโซลหน้าใหม่

ที่ตกแต่งด้วยเส้นสายสีขาว พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นท้ายตัดแบบ D-Shape ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตแบบ Bucket Seat มาตรวัดสไตล์สปอร์ต ตกแต่งด้วยเส้นสายสีแดง พร้อมจอแสดงผลข้อมูลขับขี่แบบ LCD นอกจากนี้ในรุ่น GLX ขึ้นไป

จะมาพร้อมกับระบบ Keyless Push Start และระบบล็อคความเร็ว Cruise Control และสำหรับในรุ่น GLX-Navi จะมาพร้อมกับหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว Suzuki Smart Connect ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Bluetooth และรองรับ Apple CarPlay

ช่วงล่างหนึบ เกาะถนน มั่นใจได้ในทุกการเดินทาง

Suzuki SWIFT ใหม่ มาพร้อมระบบ ESP มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ในรถ Eco Car

ขับขี่ได้อย่างคล่องตัว เร้าใจในทุกเส้นทาง

เครื่องยนต์ Daul Jet ขนาด 1.2 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ CVT พละกำลัง 83 แรงม้า

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Ford Ranger Raptor 2018 ตอกย้ำสโลแกน “เกิดมาแกร่ง”

          Ford ตอกย้ำสโลแกน “เกิดมาแกร่ง” ให้คนทั้งโลกได้สัมผัสอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Ford Ranger Raptor 2018 กระบะออฟโรดขนาดกลางคันแรกของเอเชีย ที่ตั้งใจสร้างมาแบบไร้ข้อจำกัด ด้วยการพัฒนาขึ้นมาใหม่แบบจัดเต็ม อัดแน่นด้วย DNA จาก Ford Performance ให้สมรรถนะที่เร้าใจ

พร้อมอัพเกรดช่วงล่างใหม่ให้แข็งแกร่ง ทรงพลัง รองรับการขับขี่แบบ Off-Road ลุยได้ทุกสภาพถนน และยังได้บุคลิกที่ดุดัน น่าเกรงขาม โดดเด่นให้เหนือกว่าใคร เพื่อเปิดประสบการณ์การผจญภัยครั้งใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น

ภายนอก

          Ford Ranger Raptor 2018 ได้รับการถ่ายทอดบุคลิกและสมรรถนะจาก Ford F-150 Raptor กระบะออฟโรดขนาด 1 ตัน ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าโลโก้ฟอร์ดขนาดใหญ่, ชุดกันชนหน้าขนาดใหญ่

น่าเกรงขาม ทนทานสูง พร้อมไฟตัดหมอก LED และช่องรีดอากาศเพื่อลดแรงต้านอากาศ, แก้มข้างรถคู่หน้าดีไซน์พิเศษพร้อมขอบซุ้มล้อที่มอบความทนทานต่อการขีดข่วน รองรับการขยายเพลาล้อคู่หน้า และระยะยุบตัวของโช้ค

          บันไดข้างผลิตจากอลูมิเนียมอัลลอยที่ผ่านการเคลือบด้วยสี Powder-Coated และพ่น Grit-Paint ทับอีกชั้น มอบความทนทานสูงทั้งจากการขีดข่วนและการรับน้ำหนัก, กันชนท้ายติดตั้งชุดตะขอ 2 ชุด รองรับการลากจูงน้ำหนัก 3.8 ตัน ซึ่งได้รับการเชื่อมต่อตะขอเป็นพิเศษ, แผงกันกระแทกด้านล่างป้องกันห้องเครื่อง,

ครบครันในด้านระบบส่องสว่าง ทั้งไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อม LED Daylight ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED, ล้ออัลลอย 17 นิ้ว ดีไซน์พิเศษ พร้อมหุ้มยาง BF Goodrich 285/70 R17 All-Terrain เป็นต้น

          ข้อมูลมิติตัวถังของ Ford Ranger Raptor 2018 ใหม่ มีรายละเอียดดังนี้

  • ความสูง : 1,873 มม.
  • ความกว้าง : 2,180 มม.
  • ความยาว : 5,398 มม.
  • ระยะช่วงล้อหน้า – หลัง : 1,710 มม.
  • ความสูงใต้ท้องรถ : 283 มม.
  • มุมไต่ : 32.5 องศา
  • มุมคร่อม : 24 องศา
  • มุมจาก : 24 องศา

          และสีตัวถัง ที่มีให้เลือกด้วยกันดังนี้

  • สีฟ้า Lightning Bule
  • สีแดง Race Red
  • สีดำ Shadow Black
  • สีขาว Frozen White
  • สีเทา Conquer Grey และสีเทา Dyno Grey 

ภายใน

          ด้านภายในห้องโดยสารได้รับการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในเพื่อยกระดับความทันสมัย สวยงาม ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความโดดเด่น และความประณีตขั้นสูงจากดีเอ็นเอของ Ford Performance ทั้งการออกแบบเบาะนั่งหุ้มหนังดีไซน์พิเศษ เพื่อรองรับการขับขี่ที่มีการสั่นสะเทือนสูง ไปจนถึงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง นั่งได้สบายยิ่งขึ้น ลดความเมื่อยล้าในระหว่างการเดินทางทั้งในชีวิตประจำวันและการผจญภัย,

แผงหน้าปัดดีไซน์ใหม่ที่แสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือการขับขี่รูปแบบต่างๆ, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นดีไซน์เฉพาะจาก Raptor พร้อมแถบสีแดงบอกตำแหน่งองศาบนพวงมาลัย On-Center Marker, แป้นเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัยที่ผลิตด้วยวัสดุแมกนิเซียม, ห้องโดยสารสีดำ ตัดด้วยตะเข็บด้ายสีน้ำเงิน 

          Ford Ranger Raptor 2018 ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีเชื่อมต่อ SYNC 3 ซึ่งเป็นระบบสั่งการผ่านเสียงที่ผนวกเข้ากับรถคันนี้ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมระบบควบคุมและสั่งการที่ใช้งานง่ายขึ้น จอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อ ความบันเทิง

และอุปกรณ์ภายในรถ เช่น กล้องมองหลัง ปิดท้ายด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอันทันสมัยรอบด้าน ได้แก่ ระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate) ที่ช่วยผ่อนแรงให้กับผู้ใช้มากถึง 66% และกุญแจรีโมทอัจฉริยะ ที่สามารถล็อกรถ ปลดล็อก และสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ และปุ่มสตาร์ท เป็นต้น

ระบบขับเคลื่อน

         Ford Ranger Raptor 2018 ได้รับการยกระดับประสิทธิภาพการขับเคลื่อนเพื่อรองรับการเดินทางในทุกรูปแบบ ทุกสภาพถนน เริ่มจากเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ความจุ 2.0 ลิตร ซึ่งตัวเทอร์โบคู่นี้ จะมีทั้งเทอร์โบแรงดันสูง (HP)

และเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่ควบคุมด้วยวาล์วบายพาสเพื่อควบคุมการทำงานของระบบเทอร์โบตามความเร็วของเครื่องยนต์ ให้สมรรถนะสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด จาก Ford F-150 Raptor ที่มีความทนทานสูง อัตราทดแคบลง ตอบสนองได้อย่างฉับไว และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program)

         หัวใจสำคัญของการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ ก็คือการพัฒนาแชสซีส์ ช่วงล่าง และระบบเบรกใหม่ เริ่มจากแชสซีส์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการขับขี่แบบออฟโรดด้วยความเร็วสูง ทนทานต่อแรงกระแทก รองรับการปรับช่วงล่างให้กว้างขึ้น

จึงสามารถขยายเพลาล้อคู่หน้าหลังร่วมกับติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ โดยแชสซีส์ใหม่นี้ ผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low Alloy) พร้อมเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซีส์ และเพิ่มความแข็งแรงให้กับจุดยึดหูโช้คที่ขยายขึ้นมา

         ระบบกันสะเทือนในฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ รุ่นใหม่นี้ ได้รับการติดตั้งชุดโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ผลิตโดย Fox Racing Shox ที่ช่วยเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบในกรณีขับขี่แบบออฟโรด

และลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนทางเรียบ ด้วยแกนขนาด 46.6 มม. ทั้งคู่หน้าและคู่หลัง ส่วนระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อค พร้อมระบบวัตต์ลิงค์ที่ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น – ลงได้อย่างอิสระ

โดยมีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก นอกจากนั้น ชิ้นส่วนปีกนกทำจากอลูมิเนียม โดยปีกนกบนผลิตด้วยวิธีการฟอร์จ และปีกนกล่างใช้กระบวนการหล่อ ที่ช่วยมอบความแข็งแรง ทนทาน ต่อการขับขี่แบบออฟโรดได้ถึงขีดสุด

         ระบบเบรกจะใช้เป็นระบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ที่ได้รับการพัฒนาเป็นพิเศษ ด้วยคาลิเปอร์เบรกคู่หน้าแบบลูกสูบคู่ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9.5 มม. พร้อมจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่ใหญ่ถึง 332 x 32 มม.

ทางด้านชุดดิสก์เบรกหลังที่มาพร้อมกับระบบ Brake Actuation Cylinder ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกยิ่งขึ้น จานเบรกคู่หลังพร้อมครีบระบายความร้อนที่ใหญ่ถึง 332 x 24 มม. และคาลิเปอร์เบรกคู่หลังใหม่ขนาด 54 มม.

         ปิดท้ายด้วยระบบ Terrain Management System ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดขับขี่ทั้ง 6 โหมดผ่านปุ่มบนพวงมาลัย ได้แก่ 

  • โหมดปกติ (ทางเรียบ) : เน้นความสบาย นุ่มนวล ประหยัดน้ำมัน
  • โหมดสปอร์ต (ทางเรียบ) : เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็ว และฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงเพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้น
  • โหมดหญ้า / กรวด / หิมะ (Off-Road) : ระบบจะทำเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้น พร้อมกับออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ
  • โหมดโคลน / ทราย (Off-Road) : ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึก และสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทราย พื้นโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง
  • โหมดหิน (Off-Road) : ใช้ความเร็วต่ำและควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ
  • โหมดบาฮา (Off-Road) : ระบบจะปรับอัตราการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบออฟโรดด้วยความเร็วสูง โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะตัดการทำงาน รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้น และเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วขึ้นยิ่งกว่าเดิม เสมือนได้สัมผัสการแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันลือชื่อ

ระบบความปลอดภัย

          Ford Ranger Raptor 2019 ได้บรรจุระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแอคทีฟ และพาสซีฟ ที่ทันสมัย ครบคลุมทุกด้าน มอบความอุ่นใจในการเดินทางทุกเส้นทาง ประกอบไปด้วย

  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program) ได้รับการปรับปรุงให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเข้าโค้งหรือเบรกกระทันหัน
  • ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist)
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control)
  • ระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)
  • กล้องมองหลัง
  • สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Toyota C-HR 2018 อัดแน่นด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ

    Toyota C-HR 2018  รถคอมแพ็คครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ล่าสุด อัดแน่นด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม TNGA ยกระดับประสิทธิภาพการขับขี่ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น, ระบบ Telematics ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน,

ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense สุดล้ำ และขุมพลังไฮบริดที่ได้รับการอัพเกรดใหม่ ร่วมกับการดีไซน์บุคลิกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยว โดดเด่นเหนือกว่าใคร เพื่อให้เป็นยนตกรรมแห่งอนาคตที่คุณสัมผัสได้

ภายนอก

          Toyota C-HR 2018 รถอเนกประสงค์โฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอกย้ำแนวคิด “Ever Better Car” ที่มอบสไตล์ ความโดดเด่น สอดรับกับเทคโนโลยีแห่งสมรรถนะให้เหนือชั้น จากการดีไซน์รูปลักษณ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงเหลี่ยมมุมอันเป็นเอกลักษณ์ของเพชร ผสมผสานกับเทคโนโลยีเหนือชั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม และสมบูรณ์แบบ

          ด้านออพชั่นมาตรฐานภายนอก ประกอบไปด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์ ที่มีทั้งแบบ Bi-LED และ Bi-Halogen พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

และระบบ Follow-Me-Home ส่วนไฟท้ายจะเป็นแบบ LED, ไฟส่องกลางวัน LED Daylight ไฟตัดหมอก, กระจกมองข้างปรับพับไฟฟ้าและพับเก็บได้พร้อมไฟเลี้ยว LED, กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass),  สปอร์เลอร์ท้ายแนวเดียวกับหลังคาพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3,

เสาอากาศแบบครีบฉลาม, มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ, คิ้วขอบกระจกประตูโครเมียม, คิ้วตกแต่งเสากลางเปียโนแบล็ค, แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง, ไฟส่องสว่างที่กระจกมองข้างแบบ LED (Welcome Lamp) เป็นต้น

          มิติตัวถังของ Toyota C-HR 2018 ประกอบไปด้วย

  • ยาว: 4,360 มม.
  • กว้าง: 1,795 มม.
  • สูง: 1,565 มม.
  • ระยะฐานล้อ: 2,640 มม.
  • ความกว้างช่วงล้อหน้า – หลัง: 1,550 – 1,570 มม.
  • ความจุถังน้ำมัน: 50 (รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน) / 43 (รุ่นไฮบริด) ลิตร
  • ล้ออัลลอย: 17 นิ้ว
  • ยางขนาด: 215/60 R17 

          และสีตัวถังที่มีให้เลือกมากถึง 6 สี มีด้วยกันดังนี้

     White Pearl Crystal (ทุกรุ่น)

     Attitude Black Mica (ทุกรุ่น)

     Metal Stream Metallic (ทุกรุ่น)

     Blue Metallic / Black roof (เฉพาะรุ่นไฮบริด)

     Premium Red / Black roof (เฉพาะรุ่นไฮบริด)

     Radiant Green Metallic / Black roof (เฉพาะรุ่นไฮบริด)

ภายใน

          Toyota C-HR มอบบรรยากาศภายในที่หรูหรา กว้างขวาง สะท้อนความทันสมัยดุจรถยนต์หรู ด้วยการออกแบบแถบสีเงินที่ยาวพาดผ่านระหว่างแผงคอนโซลกลาง ถึงบานประตูให้ต่อเนื่อง ประกอบกับวัสดุตกแต่ง Soft Touch

บริเวณแผงคอนโซลด้านบน และวัสดุบุแผงประตู ที่ตัดกับสีตัวถังอย่างสวยงาม ลงตัว เติมความมีชีวิตชีวาด้วยสีทูโทนดำ-น้ำตาล

          ด้านออพชั่นภายใน ประกอบไปด้วย เรือนไมล์เรืองแสงสไตล์สปอร์ต พร้อมหน้าจอ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว แสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID, ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start) และระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry), ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake), ระบบ Auto Brake Hold, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่พวงมาลัย, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา, ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร Nanoe, เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ต โดยเบาะคนขับมาพร้อมกับระบบปรับไฟฟ้า,

กระเป๋าหลังเบาะนั่งด้านหน้า, เบาะนั่งด้านหลังแยกพับได้แบบ 60:40, แผ่นปิดห้องสัมภาระท้าย, ไฟส่องสว่างบริเวณประตูหน้าและที่วางแก้วน้ำ, ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า, กระจกแต่งหน้า บริเวณแผงบังแดดคู่หน้า, กระจกหน้าต่างไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ, เซ็นทรัลล็อค, กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ (Electro Chromic) เป็นต้น

          สำหรับระบบความบันเทิงในทุกรุ่นย่อย จะได้รับชุดเครื่องเล่น DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB/HDMI/Micro SD Card และ Bluetooth ปิดท้ายด้วยลำโพง 6 ตัว

          มอบประสบการณ์การเชื่อมต่อระหว่างตัวคุณและรถ Toyota C-HR ได้อย่างมั่นใจ ด้วยเทคโนโลยีระบบ Telematics โดยระบบจะเชื่อมต่อรถยนต์ด้วยเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ กับแอพพลิเคชั่น T-Connect & Find My Car ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ มอบทั้งความสะดวกสบาย ความเพลิดเพลินและความอุ่นใจทุกการเดินทาง ประกอบไปด้วย

  • Find my Car : เช็คตำแหน่งรถคุณผ่านแอพพลิเคชั่น Find My Car หรือ Apple Watch
  • Pay as you drive : ประกันภัย “ขับน้อย จ่ายน้อย” ข้อเสนอการคุ้มครองสุดพิเศษให้คุณจ่ายตามการใช้งานจริง (สำหรับการทำประกันภัยกับบริษัทฯ ที่กำหนดไว้เท่านั้น)
  • SOS : ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในบางกรณี)
  • Parking Alert : ระบบแจ้งเตือนผ่าน Notification เมื่อรถถูกสตาร์ท หรือเคลื่อนที่
  • Stolen Vechicle Tracking : ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์ เมื่อถูกโจรกรรม และศูนย์บริการที่พร้อมช่วยเหลือคุณตลอด 24 ชั่วโมง
  • My Toyota WI-FI : กระจายสัญญาณ Wi-Fi เชื่อมต่อความบันเทิงออนไลน์ ได้พร้อมกัน สูงสุด 9 อุปกรณ์ (ตามเงื่อนไขที่กำหนดในแพ็กเกจ)
  • OPS (Operator Service) : ผู้ช่วยค้นหาเส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการจองร้านอาหารชั้นนำ เพื่อความสะดวกสบายทุกการเดินทาง
  • Navigator : ระบบนำทางพร้อมแสดง ข้อมูลจราจร ให้คุณถึงจุดหมาย ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ระบบขับเคลื่อน

ชุดเครื่องยนต์ไฮบริด 2ZR-FXE

         Toyota C-HR 2018 มาพร้อมกับขุมพลังที่มีให้เลือกถึง 2 แบบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

          เครื่องยนต์เบนซิน “2ZR-FBE” แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ความจุ 1,798 ซีซี. ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชักอยู่ที่ 80.5 x 88.3 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 10.0 : 1 และหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI ให้สมรรถนะสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิด 166 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม Shift Lock รองรับเชื้อเพลิง E85 และระบบเลือกโหมดขับขี่ระหว่าง Sport และ ECO Drive

          เครื่องยนต์ไฮบริดเจนเนอเรชันใหม่ ประกอบไปด้วย

แบตเตอรี่นิกเกิลเมตัลไฮดราย

  • เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FXE แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ความจุ 1,798 ซีซี. ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชักอยู่ที่ 80.5 x 88.3 มม. ให้อัตราส่วนกำลังอัดสูงสุดถึง 13.0 : 1 และหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI โดยตัวเครื่องยนต์สมรรถนะสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที
  • มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 600 โวลต์ กำลังสูงสุด 53 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 163 นิวตัน-เมตร
  • แบตเตอรี่นิกเกิลเมตัลไฮดราย 28 โมดูล แรงดันไฟฟ้า 201.6 โวลต์ ความจุไฟฟ้า 6.5 แอมแปร์/3 ชั่วโมง

           ทั้งหมดสามารถรีดสมรรถนะสูงสุด 122 แรงม้า (90 กิโลวัตต์) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT พร้อม Shift Lock และโหมดขับขี่ที่มีให้เลือกทั้ง Sport, ECO Drive และ EV Drive ทั้งนี้ ระบบขับเคลื่อนไฮบริดได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น 

  • Best Fuel Efficiency : ระบบไฮบริดใหม่ใน Toyota C-HR มีความโดดเด่นในเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 24.4 กม./ลิตร ซึ่งนับว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์ระดับเดียวกัน
  • Battlery Durability : พัฒนาระบบระบายความร้อนในแบตเตอรี่ไฮบริดใหม่ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
  • Quietness : เงียบสบายตลอดการเดินทาง
  • Low Emission : เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 95 กรัม / กม.

        ระบบไฮบริดจากโตโยต้า ให้คุณอุ่นใจในการใช้งานด้วยการรับประกันระบบไฮบริดนาน 5 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 10 ปี (* สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ผู้แทนจำหน่ายฯ)

         สำหรับระบบช่วงล่างของ Toyota C-HR เริ่มจากระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมเหล็กกันโคลง, ดิสก์เบรก 4 ล้อ

โดยคู่ล้อหน้าจะได้รับพร้อมครีบระบายความร้อนในดิสก์เบรก และพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ที่ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร

Toyota New Global Architecture (TNGA)

         และโตโยต้า ภูมิใจนำเสนอนวัตกรรมแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด Toyota New Global Architecture (TNGA) ที่ได้รับการพัฒนาโครงสร้างตัวถังมาตรฐานใหม่ เพื่อสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม สมบูรณ์แบบทุกการขับเคลื่อนในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็น

  • Low Gravity : เพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนน ด้วยการออกแบบศูนย์ถ่วงตัวรถต่ำที่สุดในระดับเดียวกัน ช่วยลดอาการโคลงของตัวรถ ช่วยเรื่องการทรงตัว และการเข้าโค้งดีขึ้น 
  • Good Handling : ปรับจูนใหม่พวงมาลัย ตอบสนองแม่นยำมากขึ้น มอบการควบคุมรถที่ง่ายเป็นไปอย่างมั่นใจ
  • Double Wishbone Suspension : ช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ เพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่ คงไว้ซึ่งการเกาะถนนอย่างดีเยี่ยม
  • Excellent Visibility : ด้วยการออกแบบเสาหลังคาคู่หน้าให้เรียวบางลง ทำให้ Toyota C-HR มอบความปลอดภัย จากมุมมองที่ชัดเจน และให้ทัศนวิสัยจากตำแหน่งผู้ขับที่ดีกว่าโดยรอบ

ระบบความปลอดภัย

          ทางด้านระบบความปลอดภัยของ Toyota C-HR 2018 โฉมใหม่ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ Toyota Safety Sense ใหม่ล่าสุด ประกอบไปด้วย

          ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PRE-Collision System)

          ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)

          ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ  (Automatic High Beams)

          ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert With Steering Assist)

        นอกจากระบบ Toyota Safety Sense ยังมีระบบความปลอดภัยอันทันสมัยอีกหลายรายการ ได้แก่

  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่

          รวมไปถึงระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่จัดเต็มใน Toyota C-HR ทุกรุ่นย่อย ดังนี้

  • ถุงลมนิรภัย SRS 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านด้านข้าง / หัวเข่าฝั่งคนขับ)
  • โครงสร้างตัวถังนิรภัย
  • ระบบป้องกันล้อล็อค ABS (Anti-lock Brake System)
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control)
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุดทั้ง 5 ที่นั่ง
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISO-FIX and Top Tether)
  • กล้องมองภาพขณะถอยหลัง
  • ระบบแจ้งเตือนลมยาง (TPMS)
  • ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) 
  • ระบบเตือนการโจรกรรม TDS
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Subaru XV 2018 รถครอสโอเวอร์เจเนอเรชั่นใหม่

          Subaru XV 2018 รถครอสโอเวอร์เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีซูบารุโกลบอล แพลทฟอร์ม Subaru Global Platform (SGP) ใหม่ โดยอัพเกรดเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุม และความปลอดภัยที่สูงขึ้น จนได้รับการยอมรับในเวทีโลก ผสานกับเครื่องยนต์สูบนอน (Boxer) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

แบบสมมาตร อันเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ Subaru และการพัฒนารถเพื่อรองรับการใช้งานอเนกประสงค์ ที่ให้คุณสนุกกับการเดินทางได้อย่างหลากหลาย สะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมให้คุณได้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้

ภายนอก

          ซูบารุ เอ็กซ์วี ใหม่ ได้รับการออกแบบุคลิกใหม่ ที่ผสมผสานทั้งความสปอร์ตปราดเปรียว กะทัดรัด ทันสมัย ทั้งไฟหน้าโคมสีดำ ระบบส่องสว่างแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟส่องกลางวัน LED Daylight สไตล์สปอร์ต กระจังหน้ารูปทรงเหลี่ยมแบบเรขาคณิต มีลวดลายแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง เส้นสายบนฝากระโปรงดุดัน เ

สริมไฟตัดหมอกที่กันชนหน้า ตกแต่งด้วยแถบสีดำบริเวณชายกันชน และชายข้างตัวรถที่ลากยาวผ่านซุ้มล้อไปถึงไฟเบรคในกันชนหลัง

          ไฟท้ายรูปทรงทันสมัย แต่แฝงความแกร่งด้วยเหลี่ยมมุมอันแปลกตาเช่นเดียวกับกันชนหลัง เพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์พร้อมไฟเบรคดวงที่ 3 และเสาอากาศแบบครีบฉลาม เสริมขอบบังโคลน หรือโอเวอร์เฟนเดอร์

พร้อมติดตั้งราวแรคหลังคา (สี Silver) รวมทั้งล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว สีดำ สีทูโทนที่แสดงถึงความแข็งแกร็งสไตล์เอสยูวี

มิติตัวถังของ ซูบารุ เอ็กซ์วี 2018 มีรายละเอียดดังนี้

  • ความยาว 4,465 มม. (เพิ่มขึ้น 15 มม.)
  • ความกว้าง 1,800 มม. (เพิ่มขึ้น 20 มม.)
  • ความสูง 1,615 มม.
  • ความสูงจากพื้นถึงตัวรถ 220 มม.

ปิดท้ายด้วยสีตัวถัง มีให้เลือกด้วยกัน 6 สี ประกอบไปด้วย

  1. สีขาว
  2. สีเงินเมทัลลิค
  3. สีเทาเข้มเมทัลลิค
  4. สีดำ
  5. สีน้ำเงินเข้ม
  6. สีส้มโทนใหม่ ซันไชน์ ออเรนจ์

ภายใน

          สำหรับห้องโดยสารของ Subaru XV โฉมใหม่ ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์สไตล์สปอร์ต ทันสมัย ผสานกับความอเนกประสงค์ไว้อย่างครบครัน ห้องโดยสารใช้โทนสีดำให้อารมณ์สปอร์ต ตกแต่งด้วยสีเงินบริเวณคอนโซล เกียร์

และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่มือ (Paddle Shift) นอกจากนี้ได้ตกแต่งด้วยตะเข็บด้ายสีส้มบริเวณพวงมาลัยหุ้มหนัง, แผงคอนโซล, หัวเกียร์, เบาะนั่ง, ที่พักแขนบริเวณแผงคอนโซลกลางกับแผงประตู เป็นต้น

          ติดตั้งระบบสาระบันเทิงที่มีการออกแบบใหม่ทั้งหมด ทำให้รู้สึกถึงความทันสมัย ได้แก่ หน้าจอแสดงผลมัลติฟังก์ชันแบบใหม่ขนาด 8 นิ้ว

และหน้าจอแสดงผลร่วม แสดงข้อมูลสำคัญสำหรับการใช้งานต่างๆ ระบบมัลติมีเดียครบครันด้วยเครื่องเล่น DVD / MP3 รองรับการเชื่อมต่อด้วยพอร์ท USB / AUX / HDMI / Bluetooth / NFC พร้อมระบบนำทางเนวิเกเตอร์

           เพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual-Zone เบาะคู่หน้าโอบกระชับ นุ่มนั่งสบาย เบาะหลังเก็บในระนาบเดียวกับพื้นห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ

ห้องโดยสารกว้างขึ้น สะดวกสบายขึ้นเพิ่มความจุด้านท้ายพร้อมแผ่นปิดห้องเก็บสัมภาระ ช่องเก็บของหลายจุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สะดวกในการใช้งาน สมเป็นรถอเนกประสงค์

ระบบขับเคลื่อน

          Subaru XV 2018 มาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ (Boxer) บล็อคใหม่ล่าสุด “FB20” ที่ได้รับการออกแบบใหม่มีความสมดุลซ้าย – ขวา และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พัฒนาแก้ไขชิ้นส่วนต่างๆ ในเครื่องยนต์มากถึง 80% เพื่อลดน้ำหนัก พร้อมระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบหัวฉีดตรง (ไดเรคอินเจคชัน) ความจุ 2.0 ลิตร

กำลังอัดเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 12.5:1 (เดิม 10.5:1) ให้สมรรถนะสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที (เดิม 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที) แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที (เดิม 4,200 รอบ/นาที)

ให้กำลังเต็มสมรรถนะด้วยระบบควบคุมวาล์วแบบแอคทีฟ (AVCS: Active Valve Control System) ทั้งไอดีและไอเสีย พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดช่วงรอบต่ำให้อัตราเร่งที่ดียิ่งขึ้น

          ในส่วนของระบบส่งถ่ายกำลังแบบอัตราทดต่อเนื่อง (CVT) ใหม่ แบบ 7 สปีด ซึ่งได้รับการพัฒนาเพิ่มช่วงของอัตราทดเกียร์ให้กว้างขึ้นทำให้อัตราเร่งดีขึ้น และประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น ปรับปรุงและลดน้ำหนักส่วนเกินลง เพิ่มการตอบสนองรวดเร็ว สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้จากพวงมาลัย เอกสิทธิ์เฉพาะของ Subaru พัฒนาขึ้นสำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบสมมาตรตลอดเวลา (Symmetrical AWD)

ซึ่งการขับเคลื่อนในรูปแบบนี้ ช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีและขับขี่ได้อย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบ X-MODE เป็นตัวช่วยในการควบคุมเครื่องยนต์ ระบบส่งถ่ายกำลังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบสมมาตร เบรก และอุปกรณ์อื่นๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาพถนน

ระบบความปลอดภัย

          ไฮไลท์สำคัญของเทคโนโลยีความปลอดภัยของ Subaru XV 2018 นี้อยู่ที่แพลตฟอร์ม Subaru Global Platform (SGP) ที่ได้รับการพัฒนาโครงสร้างใหม่ ให้สามารถดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้มากขึ้นถึง 40% มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง 5 มม. ตัวโครงสร้างมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 70 – 100%

จึงทำให้ลดการโคลงของตัวรถยนต์ (BODY SWAY) เวลาขับขี่ถึง 50 % ลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถึง 30% ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกอุ่นใจในการเดินทางทุกสภาพถนน พร้อมเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายรายการ ดังนี้

  • ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC: Vehicle Dynamics Control System) และระบบตรวจจับการหมุนของรถยนต์ (ATV: Active Torque Vectoring) ด้วยเซนเซอร์ตรวจสอบตำแหน่งพวงมาลัย เมื่อเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรง G ระบบจะสั่งการเบรกไปยังล้อหน้าที่อยู่ด้านในโค้ง และกระจายแรงบิด สำหรับล้อที่อยู่ด้านนอกโค้งโดยอัตโนมัติ ช่วยควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้งได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • โครงสร้างเสริมแรงทรงวงแหวน
  • ถุงลมนิรภัย (SRS-Airbag) 7 จุด (คู่หน้า, หัวเข่าคนขับ, ด้านข้างคู่หน้า และม่านถุงลมนิรภัย)
  • เข็มขัดนิรภัย 3 จุด 5 ที่นั่ง
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)
  • ระบบป้องกันคันเร่งค้าง (Brake Override System)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
  • กล้องมองหลัง
  • ที่ยึดเบาะเด็ก (ISOFIX)
  • ระบบกันขโมย Immobilizer

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

Mazda CX-5 2018 อีกขั้นของรถ SUV ระดับพรีเมียม

          Mazda CX-5 2018 โฉมใหม่ อีกขั้นของรถ SUV ระดับพรีเมียม ที่มาพร้อมกับความทันสมัย และความหรูหราเหนือระดับ เพียบพร้อมไปด้วยความกว้างขวางของห้องโดยสาร สิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน รวมไปถึงเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ผสานเทคโนโลยีสกายแอคทีฟรวมเป็นหนึ่งเดียวให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ให้คุณและคนที่คุณรัก อุ่นใจได้ทุกเส้นทาง ขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จที่น่าจดจําในทุกบทของชีวิต

ภายนอก Mazda CX-5 2018

          มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 โฉมใหม่ ได้รับการพัฒนาด้วยแนวคิดการออกแบบ KODO DESIGN ให้โดดเด่นเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” ผลลัพธ์ที่ได้ คือ

รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ที่งดงาม พลังราวกับมีชีวิต หรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์พรีเมี่ยมยิ่งขึ้น และบุคลิกในรูปแบบเอสยูวีที่ช่วยมอบความอเนกประสงค์ในการเดินทาง ไม่ว่าเดินทางภายในเมืองหรือนอกเมืองก็ทำได้เต็มที่ 

          ด้านออพชั่นภายนอก ประกอบไปด้วย ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED พร้อมระบบปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ และระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ, ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lamp) แบบ LED Signature, ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED, ไฟท้ายแบบ LED Signature, ที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้าปรับอัตโนมัติ

และที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง, กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว, วัสดุตกแต่งเสาประตูด้านนอก ที่มีให้เลือกทั้งสีดำ และสีดำเงา, สปอยเลอร์หลัง และเสาอากาศแบบครีบฉลาม, ท่อไอเสียคู่แบบสปอร์ต พร้อมปลายท่อโครเมียม ทั้งนี้ในรุ่น XDL จะได้รับหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้าด้วย

          มิติตัวถัง Mazda CX-5 2018 ประกอบไปด้วย

  • ความยาว 4,550 มม.
  • ความกว้าง 1,840 มม.
  • ความสูง (รวมเสาอากาศ) 1,675 (2.0 C และ S) / 1,680 (2.0 SP, XD, XDL) มม.
  • ระยะฐานล้อ 2,700 มม.
  • ระยะห่างระหว่างล้อหน้า-หลัง 1,595 – 1,595 มม.
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น 185 (2.0 C และ S) / (2.0 SP, XD, XDL) 193 มม.
  • น้ำหนักรถ 1,569 (2.0 C, S และ SP) / 1,620 (XD) / (XDL) 1,726 กก.

          และสีตัวถัง ประกอบไปด้วย

     Soul Red Crystal

     Machine Gray

     Snow Flake White Pearl

     Sonic Silver

     Deep Crystal Blue

     Jet Black

ภายใน

          ภายในของ Mazda CX-5 ใหม่ ได้รับการออกแบบอย่างประณีต พิถีพิถัน สไตล์รถยนต์หรูจากยุโรป พร้อมทั้งใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยมทุกองค์ประกอบ

ที่ช่วยมอบความสุนทรียภาพมีระดับ ด้วยวัสดุสีเงิน Gun Metal (รุ่น 2.0 C) กับ Metal Wood และสีเงินซาตินโครม (ทุกรุ่นย่อย), วัสดุตกแต่งหนังสีดำ / ด้ายสีน้ำตาลบริเวณพนักวางแขนบนแผงประตู กับด้านข้างคอนโซลกลาง และฝาปิดช่องใส่ของคอนโซลกลาง เป็นต้น

พร้อมด้วยการออกแบบพื้นผู้ขับขี่ให้ผสานรวมกับรถให้เป็นหนึ่งเดียว ด้วยพื้นฐานของปรัชญา “จินบะ อิไต” และ HMI (Human – Machine Interface) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมและสั่งการรถในอิริยาบถที่เหมาะสม ไม่ต้องละสายตาจากถนน วางท่าทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ

          สำหรับออพชั่นต่างๆ ภายในรถ ประกอบไปด้วย หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี บนกระจกหน้า Windshield Active Driving Display, พวงมาลัยหุ้มหนังปรับระดับได้ 4 ทิศทาง และหัวเกียร์หุ้มหนัง ตกแต่งด้วยสีเงินซาตินโครม, 

จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี MID (Multi Information Display), ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry) และ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start Button), กระจกมองหลังภายในรถตัดแสงอัตโนมัติ

และกระจกไฟฟ้า พร้อมระบบ Jam Protection ที่ตำแหน่งคนขับ, แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกแต่งหน้าและไฟส่องสว่าง และไฟอ่านแผนที่พร้อมสวิตช์ควบคุม, ช่องเก็บแว่นตา และช่องใส่เอกสารหลังพนักพิงเบาะคู่หน้า เป็นต้น

          ด้านพื้นที่โดยสาร ประกอบไปด้วย เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า และระบบบันทึกตำแหน่ง, เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง, พนักพิงเบาะหลังแยกอิสระสามส่วน แบบ 40:20:40 พร้อมปุ่มควบคุม

และพนักพิงเบาหลังปรับเอนได้, ที่วางขวดน้ำที่ประตูคู่หน้าและหลัง และที่วางแก้วน้ำที่คอนโซลกลางและพนักวางแขนด้านหลัง, ช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2 ช่อง ที่พนักวางแขนด้านหลัง และช่องจ่ายไฟสำรอง 12V จำนวน 3 ตำแหน่ง, ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และแผ่นปิดสัมภาระด้านท้าย

          ปิดท้ายด้วยระบบความบันเทิงภายใน มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 โฉมใหม่ ที่มาพร้อมกับหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander, วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3, เครื่องเล่น DVD, ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านบลูทูธ (Bluetooth), ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Recognition),

 ระบบนำทาง Navigator, สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนพวงมาลัย, ช่องเชื่อมต่อ AUX / USB 2 ช่อง และช่องใส่ SD Card (สำหรับระบบนำทาง Navigator) และลำโพง 6 ตัว ทั้งนี้ในรุ่น 2.0 SP และ XDL ระบบเสียง BOSE รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง

ระบบขับเคลื่อน

           Mazda MX-5 2018 มาพร้อมกับเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่ผสานเทคโนโลยีสกายแอคทีฟรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่พิเศษยิ่งขึ้น เริ่มจากขุมพลังมีให้เลือกด้วยกัน 2 ขุมพลัง SKYACTIV ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

          เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 DOHC แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT และระบบไอเสีย 4-2-1 ความจุ 1,998 ซีซี. ระบบจ่ายน้ำมันแบบอิเล็กทรอนิคไดเร็คอินเจ็คชั่น ให้สมรรถนะสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด  210 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ความจุถังน้ำมัน 56 ลิตร โดยในรุ่นเครื่องยนต์

           เครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D 2.2 DOHC แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT และระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 ขั้น ความจุ 2,191 ซีซี.  ระบบจ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรลอิเล็กทรอนิคไดเร็คอินเจคชั่น ให้สมรรถนะสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที ความจุดังน้ำมัน 58 ลิตร

          ด้านระบบส่งกำลังจากเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-DRIVE 6 สปีด, ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว SKYACTIV-CHASSIS ประกอบไปด้วย ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง กับระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง ดิสก์เบรก 4 ล้อ โดยคู่หน้ามาพร้อมครีบระบายความร้อน

พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.5 เมตร, ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ GVC (G-Vectoring Control) ใหม่ล่าสุด

          โครงสร้างตัวถัง SKYACTIV-BODY ความแข็งแรงสูง, ระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราว i-Stop (Idling Stop System) เพื่อมอบประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน และระบบขับเคลื่อนที่มีให้เลือกทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ (i-ACTIV AWD) ที่มีเฉพาะรุ่น XDL เท่านั้น

ระบบความปลอดภัย

          Mazda MX-5 2018 มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ i-ACTIVSENSE ที่ช่วยเตือนให้ผู้ขับขี่ได้ระมัดระวังอันตรายต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ช่วยปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่ โดยระบบนี้ มีเฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL ประกอบไปด้วย

  • ระบบปรับไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)
  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane-keep Assist System)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ SCBS (Smart City Brake Support)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)

          สำหรับระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ประกอบไปด้วย

  • โครงสร้างตัวถัง SKYACTIV-BODY
  • คานเหล็กเสริมกันกระแทกด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย รวม 6 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งคู่หน้า แบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretensioner & Load Limiter)
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ทุกที่นั่ง
  • พวงมาลัยยุบตัวแปรผันตามการทำงานของถุงลมนิรภัย พร้อมแป้นเบรกยุบตัวได้
  • ระบบป้องกันล้อล็อค 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
  • ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
  • ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)
  • ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด และด้านหลัง 4 จุด (ยกเว้นรุ่น 2.0 C)
  • กล้องมองหลัง
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold
  • กุญแจนิรภัย (Immobilizer) สัญญาณกันขโมย (Burglar Alarm) และระบบล็อคและปลดล็อคประตูอัตโนมัติ
  • ระบบปรับมุมลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติตามการเลี้ยวของรถ AFS (Adaptive Front-lighting System) (เฉพาะรุ่น 2.0 S และ XD)

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufastar  

MG ZS 2018 รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัด

          นิยามของรถยนต์ไฮเทคที่รู้จักกันดีนั้น ต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถสั่งการรถได้โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม รองรับการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารได้เต็มที่ รวมไปถึงระบบความปลอดภัยที่สามารถรับมือได้ในเวลาฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสความสะดวกสบายและความอุ่นใจ ให้ความรู้สึกเหมือนได้สัมผัสโลกอนาคตด้วยตัวคุณเอง ซึ่งในเวลานี้ MG  ได้นำเสนอ MG ZS 2018

 นิยามใหม่ของสมาร์ทคาร์ ด้วยเทคโนโลยี i-Smart ใหม่ล่าสุด ที่สามารถสั่งการระบบภายในรถแบบอัจฉริยะได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ เสียง, สัมผัส, แอพลิเคชั่น ซึ่งรองรับคำสั่งภาษาไทยได้ ที่สำคัญ แฟนๆ สามารถสัมผัสเทคโนโลยีใหม่นี้ได้ในราคาที่จับต้องได้ไม่ยาก เริ่มต้นที่ 679,000 บาท

ภายนอก MG ZS 2018

          MG ZS 2018 รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัด ที่ได้รับการออกแบบเพื่อคนรุ่นใหม่ รองรับการใช้งานทั้งขับขี่ในเมืองและท่องเที่ยว โดยได้มอบบุคลิกอันโดดเด่นด้วยแนวคิด Brit Dynamic (บริท ไดนามิค) ที่มุ่งเน้น 3 คอนเซ็ปต์หลัก คือ ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Exclusive) ความเร้าอารมณ์ (Emotional)

และความคล่องตัวปราดเปรียว (Agile) โดยในรุ่นนี้ได้ประเดิมรูปลักษณ์ใหม่ด้วยกระจังหน้าและโคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ มอบความหรูหรา ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น เอ็มจี สำหรับรุ่นย่อย จะมีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ C / D / X

          ออพชั่นภายนอก ประกอบไปด้วย ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟส่องกลางวันแบบ LED (Daytime Running Lights), ไฟท้าย LED TUBE, ไฟเบรกดวงที่สาม LED, ไฟตัดหมอกหน้า-หลัง (รุ่น C ให้เฉพาะไฟตัดหมอกหลัง),

กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว, สปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต, ที่เปิดประตูท้ายสไตล์สปอร์ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว, ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าและหลัง, ราวหลังคา (ยกเว้นรุ่น C) เป็นต้น

          ปิดท้ายด้วยออพชั่นเฉพาะในรุ่น X จะได้รับทั้งหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา ด้วยพื้นที่ของซันรูฟที่มีขนาด 90% ของพื้นที่หลังคาทั้งหมด และระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

          สำหรับรายละเอียดมิติตัวถัง MG ZS ประกอบไปด้วย

  • ความยาว : 4,314 มม.
  • ความกว้าง : 1,809 มม.
  • ความสูง : 1,624 มม.
  • ระยะฐานล้อ : 2,585 มม.
  • ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า – หลัง : 1,526 – 1,534 มม.
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น : 165 มม.
  • น้ำหนักรถ : 1,258 กก.
  • ความจุถังน้ำมัน : 48 ลิตร
  • ขนาดล้อ และยาง : ล้ออัลลอย 16 นิ้ว ยางขนาด 205 / 60 R16 และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว หุ้มยาง 215 / 50 R17 (เฉพาะรุ่น X)

          และสีตัวถังของ MG ZS มีให้เลือกด้วยกัน 5 สี ได้แก่ 

  • สีแดงสกาเลตต์เรด (Scarlet Red)
  • สีฟ้ามารีน่าบลู (Marina Blue)
  • สีดำแบล็คไนท์ (Black Knight)
  • สีขาวอาร์คติคไวท์ (Arctic White)
  • สีเงินซิลเวอร์เมทัลลิก (Silver Metallic)

ภายใน

          ภายใน MG ZS ได้รับการออกแบบที่สะท้อนถึงความหรูหรา ทันสมัย และแฝงไปด้วยกลิ่นอายความสปอร์ตสไตล์รถยุโรปขนานแท้ ด้วยการผสมผสานทั้งวัสดุตกแต่งแบบ Soft Touch และวัสดุสังเคราะห์สีทูโทน

 ช่องแอร์ทรงกลมที่ได้แรงบันดาลใจจาก Jet Turbine เติมเต็มความหรู, แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมจอแสดงข้อมูลอัจฉริยะ พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ Flat Bottom และเบาะนั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระ เป็นต้น

          ออพชั่นมาตรฐานภายใน MG ZS ประกอบไปด้วย พวงมาลัยปรับระดับ 2 ทิศทาง, เบาะคนขับปรับ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง, ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล, ปุ่มสตาร์ทอัจฉริยะ, ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ และไฟส่องแผ่นที่,

กุญแจรีโมท, พื้นที่เก็บสัมภาระปรับได้ 2 ระดับ, ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะหน้า, กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down ฝั่งคนขับ, กระจกมองหลังตัดแสง เป็นต้น ทั้งนี้ เฉพาะรุ่น X จะได้รับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ครูส คอนโทรล ร่วมด้วย

          สำหรับระบบความบันเทิง ทุกรุ่นมาพร้อมกับ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมเครื่องเสียง พร้อมปุ่มรับ – วางสายโทรศัพท์, หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ / USB ส่วนลำโพงจะมีด้วยกัน 6 ตัว รอบห้องโดยสาร (รุ่น C จะได้ลำโพงเพียง 4 ตัว) 

          และที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ ระบบ i-Smart ที่มาพร้อมกับระบบควบคุมคำสั่งต่างๆ ถึง 3 ช่องทาง ได้แก่ การสั่งการด้วยเสียง ที่สามารถรองรับเสียภาษาไทย (Thai Voice Command) เพียงแค่พูด ฮัลโหล เอ็มจี (Hello MG) เพื่อเริ่มต้นใช้งานซึ่งสามารถสั่งการฟังค์ชั่นต่างๆ

เช่น ระบบติดต่อสื่อสารแบบไร้สาย ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์, ระบบปรับอากาศ และระบบนำทาง ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเพื่อความปลอดภัย

         ต่อมาคือการสั่งการผ่านจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว  (i-Smart on Touchscreen) ที่รองรับการใช้งานระบบนำทางเนวิเกชั่น พร้อมระบบตรวจสอบการจราจรแบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังมีระบบที่สามารถแนะนำร้านอาหาร

และที่พักบนแผนที่นำทาง ระบบเลขาส่วนตัว i-Call ระบบโทรออก – รับสายในกรณีฉุกเฉิน ที่ควบคุมได้ง่ายผ่านปลายนิ้วสัมผัส

         และผู้ขับขี่ยังสามารถสั่งการผ่านโมบายแอปพลิเคชั่นในอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต (i-Smart Mobile Application) เช่น สตาร์ทรถ เปิดระบบปรับอากาศ หรือระบบไฟฟ้าภายในรถก่อนที่ผู้ขับขี่จะเปิดประตูขึ้นรถ,

ตรวจสอบขอบเขตและตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์, ตรวจสอบสภาพรถเพื่อวางแผนการบำรุงรักษา และสามารถแสดงจุดหมายของการเดินทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าบนหน้าจอของตัวรถ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถทราบเส้นทางในการเดินทางได้ทันที

          นอกจากนี้ใน i-SMART ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่ช่วยเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่ เมื่อผู้ขับขี่เดินทางไปถึงจุดหมายใดจุดหมายหนึ่งเป็นประจำทุกวัน ระบบนี้จะเรียนรู้เส้นทางที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมายดังกล่าวได้ง่ายดาย

และรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ MG ZS เป็นสมาร์ทคาร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้มากที่สุด (รุ่น D ส่วนรุ่น X สามารถสั่งควบคุมหลังคาซันรูฟได้)

ระบบขับเคลื่อน

          MG ZS ทุกรุ่น ใช้เครื่องยนต์ เครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ความจุกระบอกสูบ 1,498 ซีซี. พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดมัลติพอยท์ กระบอกสูบ x ช่วงชัก (มม.) 75 x 84.8 ด้านอัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 11.5:1

ให้สมรรถนะสูงสุด 114 แรงม้า (84 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode ขับเคลื่อนล้อหน้า

          ด้านช่วงล่าง ประกอบไปด้วย ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นทอร์ซันบีม, ดิสก์เบรก 4 ล้อ

โดยล้อคู่หน้ามาพร้อมกับช่องระบายความร้อน และพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) พร้อมโหมดปรับน้ำหนักของพวงมาลัย (ในเมือง/ มาตรฐาน/ สปอร์ต) รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.6 เมตร

ระบบความปลอดภัย

        MG ZS มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่จัดเต็ม ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัยถูกบรรจุลงในรถอเนกประสงค์สุดสมาร์ท ดังนี้

  • โครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame)
  • ถุงลม 6 จุด คู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย
  • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Braking System) 
  • ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรก EBA (Electronic Brake Assist) 
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) 
  • ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) 
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System )
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) 
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) (เฉพาะรุ่น X)
  • Emergency Stop Signal ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน
  • Follow Me Home Light ไฟส่องสว่างนำทางหลังจากเครื่องยนต์
  • จุดยึดเบาะที่นั่งเด็ก ISOFIX
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • เข็ดขัดนิรภัยแถวหลังแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง
  • พวงมาลัยยุบตัวเมื่อเกิดการชน
  • กล้องมองหลัง
  • สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer และสัญญาณกันขโมย

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufabet  

Chevrolet Trailblazer Z71 ยกระดับความพรีเมียมให้ขีดสุดยิ่งขึ้น

         หลังจากทาง Chevrolet ได้เปิดตัว Chevrolet Trailblazer (เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์) รถเอสยูวีระดับพรีเมียมโฉมใหม่เมื่อปีที่แล้ว และในครั้งนี้ Chevrolet Trailblazer  Z71

ได้เดินหน้าสานต่อความสำเร็จและตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอ Chevrolet Trailblazer  Z71 รถเอสยูวี 7 ที่นั่ง ที่ยกระดับความพรีเมียมให้ขีดสุดยิ่งขึ้น ด้วยการเสริมบุคลิกที่โดดเด่น บรรยากาศที่หรูหรา,

สิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยที่ล้ำสมัย และมอบประสิทธิภาพการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ดูราแมกซ์ ดีเซล คอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่น ขนาด 2.5 ลิตร ลงตัวกับระบบขับเคลื่อนและระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครัน เพื่อการเดินทางที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ภายนอก

ฝากระโปรงหน้าประดับด้วยสติ๊กเกอร์และตรา Z71

          Chevrolet Trailblazer Z71 ได้รับการยกระดับเพิ่มความโดดเด่น ดุดัน ทรงพลัง ด้วยสติ๊กเกอร์ฝากระโปรงหน้าสีดำ และ 

สติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ Z71 4×4 ที่ฝากระโปรงหน้าและฝากระโปรงท้าย, กระจังหน้าสองชั้น พร้อมกรอบโครเมียมสีดำเงา, กระจกมองข้างพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้าสีดำเงา, มือจับที่เปิดประตูสีดำเงา, 

เสากลางระหว่างประตู (B-Pillar) สีดำเงา (High Gloss), คิ้วขอบหน้าต่างสีดำ, คิ้วกันกระแทกข้างประตูสีดำ และล้ออัลลอยสีดำ 18 นิ้ว หุ้มยางขนาด 265/60 R18 ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง

กระจกมองข้างสีดำเงา

          สำหรับออพชั่นของเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71 จะได้รับทั้งไฟหน้าแบบฮาโลเจน พร้อมระบบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, LED Daylight, ไฟตัดหมอกหน้า และหลัง, ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED, ไฟท้ายแบบ LED, 

กระจกมองข้างปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมสัญญาณไฟเลี้ยว, ราวหลังคาอเนกประสงค์, บันไดข้างสีดำ, เซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝน และควบคุมการทำงานของที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ (Auto Rain Sensor)

สติ๊กเกอร์ Z71 บนฝาประตูท้าย

          รายละเอียดมิติตัวถัง Chevrolet Trailblazer Z71 ประกอบไปด้วย

  • ความกว้าง : 1,902  มม.
  • ความยาว : 4,887 อมม.
  • ความสูง : 1,852 มม. 
  • ระยะฐานล้อ : 2,845 มม. 
  • ความกว้างช่วงล้อหน้า – หลัง : 1,570 / 1,588 มม. 
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น : 221 มม. 
  • ความจุถังน้ำมัน : 76 ลิตร

ล้ออัลลอยสีดำ 18 นิ้ว

          และสีตัวถังของ เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71 ประกอบไปด้วย

  • Black Meet Kettle Metallic
  • Blue Me Away Metallic
  • Abalone White Metallic
  • Satin Steel Grey Metallic
  • Aubum Brown Metallic
  • Switchblade Silver Metallic
  • Pull Me Over Red
  • Summit White

ภายใน

ภายในที่ได้รับการตกแต่งโทนสีดำ (Jet Black)

          Chevrolet Trailblazer Z71 ได้รับการตกแต่งรูปแบบห้องโดยสารสีดำ (Jet Black) ใหม่ ลงตัวกับชุดแต่งโครเมียม และวัสดุสีเงิน สะท้อนบุคลิกที่หรูหรา สปอร์ต สง่างาม ลงตัวกับแสงสีจากอุปกรณ์ขับขี่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก,

เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ โดยหัวหมอนรองศีรษะจากเบาะคู่หน้า ได้รับการปักลาย Z71 4×4 ที่ได้รับการดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์แด่ผู้หลงใหลในความเท่ สปอร์ตในทุกๆ รายละเอียด

เรือนไมล์เรืองแสง พร้อมจอแสดงข้อมูลการเดินทางแบบดิจิตอล

          ออพชั่นภายในได้รับการจัดเต็มสไตล์รุ่นท็อปสุด ครบครันทั้งความสะดวกสบาย ความอุ่นใจ และความมั่นใจอย่างลงตัว ด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแท้ พร้อมปรับระดับสูง-ต่ำได้ และปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ, เรือมไมล์เรืองแสง

พร้อมจอแสดงข้อมูลการเดินทางแบบดิจิตอล, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) สั่งการทำงานได้จากสวิตช์บนพวงมาลัย, กระจกหน้าต่างปรับขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้าทั้ง 4 บาน ควบคุมการทำงานได้จากรีโมท คอนโทรล พร้อมระบบการทำงานแบบวันทัช และจะหยุดการทำงานเมื่อมีสิ่งกีดขวาง, 

กระจกหน้าต่างคู่หน้า เลื่อนลงอัตโนมัติเมื่อเปิดประตู และเลื่อนขึ้นอัตโนมัติเมื่อปิดประตู, กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, แผงบังแดดคู่หน้า ไฟอ่านแผนที่ พร้อมช่องเก็บแว่นตา, ราวมือจับบริเวณเสาด้านข้าง, ช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลต์ 3 ตำแหน่ง

และกุญแจรถแบบพับเก็บได้ พร้อมรีโมทคอนโทรลควบคุมการสตาร์ทเครื่องยนต์ และสามารถสั่งการให้ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารทำงานโดยอัตโนมัติ (Remote Start) เป็นต้น

เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ พร้อมปัดตรา Z71 บนหมอนรองศีรษะคู่หน้า

เบาะนั่งแถว 2 สามารถพับยกเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับโดยสารด้านหลังสุด

เบาะนั่งแถว 2 และแถว 3 ที่พับให้แบนราบเพื่อขยายพื้นที่สำหรับบรรทุกของ และสันทนาการ

          พื้นที่โดยสารอันกว้างขวาง พร้อมเบาะนั่ง 7 ที่นั่ง สำหรับครอบครัวใหญ่ โดยเบาะนั่งคู่หน้าสามารถปรับสูง-ต่ำได้ ส่วนเบาะคนขับจะได้รับระบบปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง

ส่วนเบาะแถว 2 สามารถปรับเอนพนักพิงหลังและสามารถพับเบาะลงได้ รวมไปถึงสามารถยกเบาะเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้โดยสารสามารถเข้าไปนั่งเบาะนั่งแถว 3 ได้ และเบาะแถว 3 ที่สามารถพับแยกแบบ 50:50 เพื่อขยายพื้นที่ห้องสัมภาระท้าย,

มอบความเย็นสบายทั่วห้องโดยสารด้วยระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน, ช่องเก็บของอเนกประสงค์ และไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร เป็นต้น

ระบบ Chevrolet MyLink พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว

          สำหรับระบบความบันเทิงใน จะได้รับทั้งระบบ Chevrolet MyLink ระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร และความบันเทิง พร้อมหน้าจอสัมผัส (Touchscreen Display) ขนาด 8 นิ้ว และรองรับ Apple CarPlay™, ระบบนำทาง (Navigation system), 

การเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านสัญญาณบลูทูธ (Bluetooth), ช่องต่ออุปกรณ์เสริม AUX และ USB และลำโพง 7 ตำแหน่ง พร้อมระบบเสียงแบบพรีเมียม

ระบบขับเคลื่อน

เครื่องยนต์ดูราแมกซ์ ดีเซล คอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่น ขนาด 2.5 ลิตร

          เครื่องยนต์ดูราแมกซ์ ดีเซล คอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่น ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC พร้อมเทอร์โบแปรผัน (VGT – Variable Geometry Turbocharger) และอินเตอร์คูลเลอร์ หัวฉีดน้ำมันแบบคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น

ที่มอบสมรรถนะสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ / นาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน – เมตร ที่ 2,000 รอบ / นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมฟังก์ชัน Manual Mode และขับเคลื่อน 4 ล้อ 

เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

          ด้านช่วงล่าง ประกอบไปด้วย ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ ปีกนกสองชั้น พร้อมคอยล์สปริง และโช้คอัพแก๊ส ส่วนระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบ 5-Link Rear Suspension พร้อมคอยล์สปริง และโช้คอัพแก๊ส,

ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ โดยขนาดดิสก์เบรกล้อหน้า 300 มม. กับขนาดดิสก์เบรกล้อขนาด 318 มม. และพวงมาลัยแรคแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า (EPS)

ระบบความปลอดภัย

โครงสร้างตัวถังเหล็กกล้า พร้อมคานเหล็กเสริม และถุงลมนิรภัย

          Chevrolet Trailblazer Z71 ยังได้บรรจุระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ครบครันในทุกๆ ด้าน ทั้งระบบความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุและระบบความปลอดภัยระหว่างเกิดเหตุ มอบความอุ่นใจในการเดินทางทั้งคนขับและผู้โดยสาร ประกอบไปด้วย

  • ถุงลมนิรภัย SRS สำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า Standard
  • ถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่า สำหรับผู้ขับขี่ Standard
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ปรับระดับสูง-ต่ำได้ พร้อมระบบผ่อนแรง และรั้งกลับอัตโนมัติแบบ 2 ตำแหน่ง (Dual Active Belt Pretensioner and Load Limiter) สำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า Standard
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด สำหรับผู้โดยสารด้านหลังทุกตำแหน่ง Standard
  • โครงสร้างตัวถังนิรภัย และคานเหล็กนิรภัยกันแรงกระแทกจากด้านข้าง Standard
  • ระบบแจ้งเตือน จุดอับสายตา (Side Blind Zone Alert) Standard
  • ระบบช่วยเตือนการจราจรที่ด้านหลัง ขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) Standard
  • ระบบช่วยเตือน เมื่อขับขี่รถออกนอกช่องจราจร (Lane Departure Warning) Standard
  • ระบบแจ้งเตือน การชนด้านหน้า (Forward Collision Alert) Standard
  • เซ็นเซอร์หน้า-หลัง ช่วยในการนำรถเข้าจอด (Front & Rear Park Assist) Standard
  • กล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ (Rear Vision Camera) Standard
  • ระบบตรวจวัด และแจ้งเตือนแรงดันลมยาง (Tire Pressure Measuring System) Standard
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS – Anti-lock Braking System) Standard
  • ระบบช่วยเบรกกะทันหัน (PBA – Panic Brake Assist) Standard
  • ระบบกระจายแรงเบรก (EBD – Electronic Brake Force Distribution) Standard
  • ระบบป้องกันการลื่นไถล และล้อหมุนฟรี (TCS – Traction Control System) Standard
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC – Electronic Stability Control) Standard
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพของรถขณะลากจูง (TSC – Trailer Sway Control) Standard
  • ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (ARP – Anti Rolling Protection) Standard
  • ระบบช่วยการออกตัว ขณะรถอยู่บนทางลาดชัน (HSA – Hill Start Assist) Standard
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ขณะรถลงทางลาดชัน (HDC – Hill Descent Control) Standard
  • ระบบไล่ฝ้า ที่กระจกหลัง Standard
  • กุญแจนิรภัยป้องกันการโจรกรรมแบบ Immobilizer และสัญญาณเตือนการโจรกรรม Standard
  • แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufabet  

BMW 520d บุคลิกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยว สะท้อนความทันสมัย

          BMW 520d หนึ่งในยนตกรรมซีดานจากตระกูล Series 5 ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ยกระดับความสมบูรณ์แบบอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยว

สะท้อนความทันสมัย, เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการขับขี่

พร้อมเทคโนโลยีสมรรถนะที่รีดกำลังได้ดียิ่งขึ้น ประหยัดมากขึ้น และก่อมลพิษน้อยลง โดยในรุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล BMW Twinpower Turbo ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนรักความสปอร์ตยิ่งขึ้น

โดยแฟนๆ ชาวไทยพร้อมให้เป็นเจ้าของ BMW 520 อย่างเป็นทางการที่โชว์รูมตัวแทนจำหน่าย BMW ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ BMW 520d SportBMW 520d Luxury และ BMW 520dLuxury (Limited Edition) 

ภายนอก

          BMW 520dสะท้อนให้เห็นความสง่างามที่เป็นตัวตนของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ ด้วยการดีไซน์ตัวถังที่สะท้อนความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ร่วมกับการดีไซน์ฟังก์ชั่นและชิ้นส่วนต่างๆ ที่สะท้อนความทันสมัยให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น

          ด้านออพชั่นมาตรฐาน ประกอบไปด้วยไฟหน้า LED พร้อมกับปรับทิศทางตามการเลี้ยวของพวงมาลัย และสามารถปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ,

ฟังก์ชั่นไฟหน้า follow-me-home และไฟ welcome lighting, ไฟตัดหมอก LED, ระบบ Comfort access, ระบบช่วยปิดประตูแบบผ่อนแรงกระแทก, ระบบใบปัดน้ำฝนทำงานอัตโนมัติ, กระจกมองข้างตัดแสงอัตโนมัติ, กุญแจรีโมทแสดงข้อมุลและสถานะของตัวรถ เป็นต้น

         ออพชั่นเฉพาะในรุ่นย่อย เริ่มจากรุ่น Sport จะได้รับขอบหน้าต่างสีดำเงา ส่วนรุ่น Luxury ขึ้นไปจะได้รับชิ้นส่วนตกแต่งรถโครเมียม และกล้องมองหลัง

และสำหรับล้ออัลลอย 18 นิ้ว จะให้ลวดลายแตกต่างกันตามรุ่น โดยรุ่น Sport จะเป็นแบบ double-spoke ส่วนรุ่น Luxury ขึ้นไป จะเป็นแบบ W-spoke ทุกรุ่นหุ้มยาง Runflat

          มิติตัวถังของ BMW 520dทุกรุ่น ประกอบไปด้วย

  • ยาว 4,936 มม.
  • กว้าง 1,868 มม.
  • สูง 1,479 มม.

ภายใน

          ภายในของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้มาพร้อมกับห้องโดยสารที่เอื้อต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้งบรรยากาศที่โอ่อ่า กว้างขวาง และความสะดวกสบายที่เหนือระดับ สำหรับออพชั่นมาตรฐาน ประกอบไปด้วย เบาะนั่งหุ้มหนัง Dakota พร้อมระบบปรับไฟฟ้าและจดจำตำแหน่งฝั่งคนขับ, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน, ระบบควบคุมความเร็วแบบคงที่พร้อมฟังก์ชั่นลดความเร็ว, ชุดไฟเพิ่มบรรยากาศภายในห้องโดยสาร, ม่านบังแดดที่ประตูหลัง

และกระจกหลัง, กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ, เครื่องเล่น CD, แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟน, ระบบเสียงไฮไฟ, ระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สาย Bluetooth, USB, ปุ่มเรียกใช้ฟังก์ชั่นที่ชอบ เป็นต้น สำหรับรายละเอียดการตกแต่งและออพชั่นจะจำกัดเฉพาะรุ่น ประกอบไปด้วย

รุ่น Sport ตกแต่งด้วยวัสดุลายไม้ สี poplar grain grey พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุก ที่เข้าคู่อย่างสมมบูรณ์แบบ, หน้าปัดจอดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว, จอภาพแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุม iDrive แบบสัมผัส,

ฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ (Gesture Control), แผนที่นำทางรุ่น Professional เป็นต้น

           ส่วนรุ่น Luxury ขึ้นไป จะได้รับวัสดุตกแต่งลายไม้ Fineline’ Ridge พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุก จอภาพขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุม iDrive เป็นต้น

ระบบขับเคลื่อน

          BMW 520d ทุกรุ่น บรรจุเครื่องยนต์ดีเซล BMW Twinpower Turbo 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ให้สมรรถนะสูงสุดที่ 190 แรงม้า (140 กิโลวัตต์) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด ทำงานร่วมกับโหมดขับขี่รูปแบบต่างๆ พร้อมโหมดขับขี่ ECO Pro, พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Servotronic, เบรกมือและระบบห้ามล้อไฟฟ้า

          สำหรับรุ่น Sport จะได้รับเพิ่มระบบตัดกำลังเครื่องยนต์อัตโนมัติ, ระบบจัดเก็บข้อมูลตั้งค่าส่วนตัว และระบบกักเก็บพลังงานเมื่อเบรก 

          ทั้งหมดจึงให้ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุดรีดได้ถึง 235 กม./ชม. ให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 132 กรัม/กม.

ระบบความปลอดภัย

          ทางด้านออพชั่นระบบความปลอดภัยใน BMW 520d ทุกรุ่น ประกอบไปด้วย

  • ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับ, ผู้โดยสารตอนหน้า, ถุงลมด้านข้างคู่หน้า และม่านถุงลมนิรภัย
  • ระบบเตือนให้หยุดพักการขับขี่
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC)
  • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS)
  • ระบบเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ (BA)
  • ระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน
  • ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง
  • เซ็นเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง

          เป็นต้น

          สำหรับรุ่น Sport จะได้รับระบบความปลอดภัยเพิ่ม ได้แก่ ระบบป้องกันและช่วยลดอาการบาดเจ็บก่อนเกิดอุบัติเหตุ, ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน(DTC) และระบบช่วยกระจายแรงเบรกขณะเข้าโค้ง (CBC)

ราคา

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufabet  

Mitsubishi Attrage 2017 มินิซีดานเพื่อคนรุ่นใหม่

          Mitsubishi Attrage 2017 มินิซีดานเพื่อคนรุ่นใหม่ ที่ได้รับการอัพเกรดเพิ่มความทันสมัย และตอบโจทย์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนยิ่งขึ้น ร่วมกับการอัพเกรดภายในเพิ่มความหรูหรา นั่งสบายในทุกที่นั่ง โดยยังคงความประหยัด และความปลอดภัยที่ทันสมัย

ภายนอก

          มิตซูบิชิ แอททราจ 2017 ได้ปรับแต่งกันชนหน้า-หลังใหม่ เพิ่มบุคลิกให้สปอร์ตขึ้น พร้อมออพชั่นที่จัดมาอย่างครบครัน เช่น กระจังหน้าโครเมียมรมดำ, ไฟหน้ามัลติรีแฟล็กเตอร์, ไฟตัดหมอกและ LED Daylight, มือจับเปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ,

กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ ซึ่งบางรุ่นจะมาพร้อมกับไฟเลี้ยวพร้อมระบบปรับพับไฟฟ้าอัตโนมัติ, เสาอากาศ, ที่ปัดน้ำฝนหน้า พร้อมจังหวะหน่วงเวลา และล้อที่มีทั้งล้อกระทะขนาด 14 นิ้ว และล้ออัลลอยสีเงินรมดำ 15 นิ้ว 

          มิติตัวถังของ มิตซูบิชิ แอททราจ 2017 ประกอบไปด้วย

  • ความยาว: 4,305 มม.
  • ความกว้าง: 1,670 มม.
  • ความสูง: 1,505 (เฉพาะรุ่น GLX)/ 1,515 มม.
  • ความยาวช่วงล้อ: 2,550 มม.
  • ความกว้างช่วงล้อหน้า-หลัง: 1,445 – 1,430 มม.
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น: 160(เฉพาะรุ่น GLX)/ 170 มม.
  • น้ำหนักตัวถัง: 895/ 925/ 935/ 940 กก.
  • ความจุถังน้ำมัน: 42 ลิตร

          และสีตัวถัง มิตซูบิชิ แอททราจ 2017 มีให้เลือกด้วยกัน 6 สี ดังนี้

Wine Red

Cerulean Blue Mica

White Pearl

Cool Silver Metallic

Titanium Gray

Pyreness Black

ภายใน

          Mitsubishi Attragr 2017 ได้ปรับปรุงภายในห้องโดยสารยกระดับความหรูหรายิ่งขึ้น โดยในรุ่น GLS-LTD มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำเดินด้ายแดง, พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง, ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์เพื่อรองรับ Apple CarPlay

(ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฎิบัติการ iOS 8 หรือสูงกว่า) จอสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว, ระบบล็อคความเร็วบนพวงมาลัย ส่วนรุ่นอื่นๆ จะได้รับหมอนรองศีรษะบริเวณเบาะนั่งแถวหลัง 3 ใบ และย้ายตำแหน่งพอร์ท USB มาติดตั้งที่คอลโซลเกียร์เพื่อให้ใช้งานสะดวกขึ้น

          ด้านออพชั่นมาตรฐานอื่นๆ ได้แก่ เรือนไมล์ Semi-High Contrast พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบปรับสูง-ต่ำ, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, เบาะนั่งผ้า, เครื่องเสียง 2DIN พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว,

วิทยุ, DVD, MP3, ช่องต่ออุปกรณ์ USB และ Bluetooth, ระบบสั่งการผ่านเสียง Siri, กุญแจอัจฉริยะ KOS ส่วนบางรุ่นเป็นกุญแจรีโมท, พื้นที่ห้องสัมภาระท้าย 450 ลิตร, เบาะหลังพับได้ เป็นต้น

ระบบขับเคลื่อน

          มิตซูบิชิ แอททราจ 2017 บรรจุเครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร พร้อมระบบวาล์วแปรผันด้านไอดี MIVEC หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ECI-MULTI 32 Bit ให้สมรรถนะสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

          ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ทำงานร่วมกับระบบ INC ที่ช่วยควบคุมและตัดระบบส่งกำลังไปยังเพลาขับอัตโนมัติในขณะรถหยุดนิ่ง และเหยียบเบรกในตำแหน่งเกียร “D” เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์, ระบบ G-Sensor สำหรับควบคุมการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้มีความแม่นยำมากขึ้นแม้อยู่บนทางลาดชัน,

ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะ INVECS-III ที่จะช่วยวิเคราะห์และจดจำลักษณะการขับขี่ เพื่อนำไปประมวลผลการเปลี่ยนเกียร์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการขับขี่ในแต่ละบุคคล

          ทั้งหมดนี้สามารถให้อัตราประหยัดที่เพิ่มมากถึง 23.3 กม./ลิตร* อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำสุดเพียง 99 กรัม/กม. ผ่านมาตรฐานระดับ Euro5 

*หมายเหตุ: จากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการตาม Combine Mode ที่ระบุไว้ในข้อกำหนดทางเทคนิค UNECE Reg.101 Rev.2 ในรุ่น GLX CVT

          สำหรับช่วงล่างนั้น เริ่มจากระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอรสันสตรัท์กับคอยล์สปริง ในบางรุ่นจะเสริมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังจะเป็นทอร์ชั่นบีม, ดิสก์เบรกคู่หน้าแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก และพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมระบบเพาเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.8 เมตร 

ระบบความปลอดภัย

          Mitsubishi Attrage 2017 มอบความอุ่นใจในการเดินทางด้วย เทคโนโลยี Smart Safety สุดล้ำ ปกป้องการเดินทางให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น มีทั้ง

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) (FCM-LS : Forward Collision Mitigation System-Low Speed Range) ระบบจะแจ้งเตือนและช่วยชะลอความเร็วรถ หากผู้ขับขี่ใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. 
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) (RMS-FORWARD: Radar Sensing Misacceleration Mitigation System-Forward) ในกรณีที่มีการเหยียบคันเร่งผิดพลาดอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ระบบจะทำการเตือนและตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะอัตโนมัติ ที่ความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. และมีระยะห่างด้านหน้าโดยประมาณไม่เกิน 4 เมตร

          และระบบความปลอดภัยมาตรฐานรายการอื่นๆ ประกอบไปด้วย

  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (Dual SRS Airbags)
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและระบบผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง (Pretensioner with Force Limiter Front Seatbelts ELR x 2)
  • ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับ
  • เข็มขัดนิรภัยเบาะหลังแบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง (Rear Seatbelt 3-Points ELR x 3)
  • ที่ยึดเบาะเด็ก ISOFIX  2 ตำแหน่ง 
  • ระบบป้องกันการเปิดประตูหลังจากภายใน (Child Protection Rear Doors Lock)
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC)
  • ระบบป้องกันลื่นไถล (TCL)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA)
  • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรค (ABS)
  • ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรคแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD)
  • ระบบเสริมแรงเบรค (BA)
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ ขณะเบรคกะทันหัน (ESS)
  • กล้องมองหลังขณะถอยจอด
  • ระบบป้องกันการโจรกรรม (Immobilizer System)

ที่มา car.boxzaracing.com/

อ่านต่อ majles8.com/

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufabet  

Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’ มอบความคุ้มค่า

Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC Coupe’ AMG Dynamic

          Mercedes-Benz มอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าชาวไทยด้วย Mercedes-Benz GLC Coupe’ รถอเนกประสงค์สไตล์สปอร์ตคูเป้รุ่นประกอบในประเทศ จัดเต็มทั้งความหรูและความสปอร์ตจากชุดแต่ง AMG

พร้อมมอบความแรงด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2,143 ซีซี. และความปลอดภัยที่จัดเต็มยิ่งขึ้น ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม

Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’

         และเพื่อเอาใจคนรักความสปอร์ตแรง และโดดเด่น ขอเสนอ Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’ เอสยูวีท้ายลาดที่ได้รับการพัฒนาอีกขั้นภายใต้ Mercedes-AMG ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 2,996 ซีซี. ทวินเทอร์โบ ที่ให้ความแรงล้ำยิ่งกว่าใคร ซึ่งในเวลานี้ พร้อมให้คุณได้เป็นเจ้าของแล้ว 

ภายนอก

รายละเอียด Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC Coupe’ AMG Dynamic

          GLC Coupe’ รถอเนกประสงค์ที่มอบบุคลิกที่ผสมความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวด้วยหลังคาท้ายลาดสไตล์คูเป้ โดยยังคงความอเนกประสงค์ของการใช้งานและการเดินทาง พร้อมเส้นสายตัวรถที่มอบบุคลิกที่โฉบเฉี่ยว และแข็งแกร่งในหนึ่งเดียว และมอบความโดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ พร้อมเปล่งประกายด้วย Diamond Grille ล้อมรอบตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz ขนาดใหญ่ 

รายละเอียด Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC Coupe’ AMG Plus

          ด้านออพชั่นมาตรฐานของ ทั้ง 2 รุ่น จะได้รับเหมือนกันในหลายๆ รายการ ได้แก่ ใบปัดน้ำฝนทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมเซ็นเซอร์วัดปริมาณน้ำฝน, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System,

ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ไฟ Daytimeแบบ LED fibre – optic, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟเบรกและไฟท้าย LED, หลังคาซันรูฟ เลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า (Electric sliding sunroof), กระจกมองข้างปรับระดับและพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า,

กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, กุญแจรีโมทคอนโทรลพร้อมระบบ Keyless-Go, ระบบเปิด – ปิดประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ (HANDS-FREE ACCESS), ระบบเปิด – ปิดประตูท้ายอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า (EASY-PACK tailgate), AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ, ล้ออัลลอยดีไซนสปอร์ตจาก AMG แบบ multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว เป็นต้น

รายละเอียดของ Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’

          Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’ มาพร้อมกับบุคลิกที่เพิ่มความสปอร์ตเข้มเร้าใจจากชุดแต่ง AMG รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าพร้อมตรา AMG, สเกิร์ตข้าง, ครีบสปอยเลอร์บนฝากระโปรงท้าย, กันชนท้ายพร้อมขอบท่อไอเสีย,

ชุดท่อไอเสีย AMG, ล้ออัลลอย 5 ก้าน AMG, ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีเทาสัญลักษณ์ AMG เป็นต้น

          มิติตัวถังของ GLC Coupe’ ทั้ง 3 รุ่น มีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้

มิติตัวถังGLC 250 d 4MATIC Coupe’ AMG DynamicGLC 250 d 4MATIC Coupe’ AMG PlusMercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’
กว้าง (มม.)1,8901,8901,930
ยาว (มม.)4,7324,7324,728
สูง (มม.)1,6021,6021,587
ขยาดยางล้อหน้า-หลัง หน้า 255/45 R20หลัง 285/40 R20หน้า 255/45 R20หลัง 285/40 R20หน้า 255/40 R21หลัง 285/35 R21
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)666666

ภายใน

รายละเอียดภายในของ Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC Coupe’ AMG Dynamic

          ออพชั่นมาตรฐานของ Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC Coupe’ จะได้รับทั้งมาตรวัดเรืองแสงสไตล์สปอร์ตพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่,

ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display), พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบเพาเวอร์ ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ, ปุ่ม Push Start, เบาะนั่งหุ้มหนังพร้อมระบบปรับไฟฟ้าคู่หน้า รวมไปถึงระบบบันทึกความจำ, ม่านบังแดดบริเวณประตูหลังซ้าย-ขวา,

หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ พร้อมระบบควบคุมด้วยไฟฟ้า, ไฟเรืองแสงรอบห้องโดยสารเลือกได้ 3 สี, พื้นที่ห้องสัมภาระท้าย 500 ลิตร พร้อมไฟส่อง, พนักพิงเบาะหลังพับได้ 3 ส่วน เพื่อรองรับการขยายพื้นที่ห้องสัมภาระท้ายสูงสุด 1,400 ลิตร เป็นต้น 

รายละเอียดภายในของ Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC Coupe’ AMG Plus

          ในส่วนของรุ่น GLC 250 d 4MATIC Coupe’ AMG Plus จะได้รับเบาะหุ้มหนังสไตล์สปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นท้ายตัด,

ชุดคันเร่งและแป้นเบรกสไตล์สปอร์ต, พรมปูพื้นจาก AMG เป็นต้น ส่วนออพชั่นมาตรฐานจะยกมาจาก AMG Dynamic ทั้งสิ้น ซึ่งเรียกได้ว่า AMG Dynamic จะให้บรรยากาศห้องโดยสารที่หรูหรา มีระดับ ส่วน AMG Plus เน้นบรรยากาศที่สปอร์ต สง่างาม

ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับระบบความบันเทิงด้วยเครื่องเล่นวิทยุ-ซีดี MB Audio 2.0 จอสัมผัสพร้อมระบบควบคุมอุปกรณ์ และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester

          ด้านออพชั่นความบันเทิงในทุกรุ่นย่อย จะได้รับทั้งเครื่องเล่นวิทยุ-ซีดี MB Audio 2.0, ระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สายผ่าน Bluetooth,

จอสัมผัสพร้อมระบบควบคุมอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, ระบบแผนที่นำทาง (SD-Card Navigation System), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester

รายละเอียดภายในของรุ่น Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’

          Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’ ได้รับการปรับแต่งภายใน เพิ่มบุคลิกให้สปอร์ตเร้าใจเมื่อได้สัมผัสเบาะนั่งหุ้มหนังสไตล์สปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นท้ายตัด, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกสไตล์สปอร์ต, พรมปูพื้นจาก AMG,

กาบบันไดเรืองแสง AMG รวมไปถึงระบบปรับรูปแบบการขับขี่ AMG Dynamic Select ที่มีเพียง 4 โหมด ได้แก่ Individual โหมดบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดได้, Comfort โหมดขับขี่ที่มอบสบายดุจรถซาลูน, Sport โหมดเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ และ Slippery โหมดที่รองรับถนนลื่น 

ระบบขับเคลื่อน

เครื่องยนต์ยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2,143 ซีซี.

          Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC Coupe’ ทั้งสองรุ่น บรรจุเครื่องยนต์ยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2,143 ซีซี. ให้สมรรถนะสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-1,800 รอบ/นาที

ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่ 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 222 กม./ชม. 

          GLC Coupe’ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับระบบส่งกำลังที่รองรับระบบ Dynamic Select ซึ่งมีโหมดการขับขี่ 5 แบบ ได้แก่ ECO โหมดขับขี่ประหยัดน้ำมัน,

Individual บันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดได้, Comfort โหมดขับสบายดุจรถซาลูน, Sport และ Sport+ ที่เพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อน มอบความเร้าใจในการขับขี่ยิ่งขึ้น

เครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 2,996 ซีซี. ทวินเทอร์โบ

          ส่วน Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe’ บรรจุเครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 2,996 ซีซี. ทวินเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ มอบสมรรถนะสูงสุด 367 แรงม้า ที่ 5,500-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 520 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยเช่นกัน

ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่ 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. นอกจากนี้ยังได้รับการบรรจุช่วงล่าง AMG Sport Suspension Based on AIR BODY Control พร้อมระบบกันสะเทือนแบบอากาศและระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนนร่วมด้วย

ระบบความปลอดภัย

กล้องมองหลังที่ซ่อนอยู่ในตราสัญลักษณ์

          GLC Coupe’ ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่จัดมาอย่างครบครัน ด้วยระบบ Mercedes-Benz Intelligent Drive เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ประกอบไปด้วย

  • ระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ (PRE – SAFE® system)
  • ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่งสำหรับผูขับขี่และผู้โดยสาร
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง สำหรับผูขับขี่และผูโดยสารด้านหน้า
  • ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่งสำหรับผูขับขี่และผู้โดยสาร 
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง 
  • โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program)
  • ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist)
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti – lock braking system)
  • ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill – Start Assist 
  • ไฟเบรกกะพริบฉุกเฉิน (adaptive brake light) 
  • ระบบรักษาความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) 
  • ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator) 
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง (tyre pressure loss warning system)
  • ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)
  • เซ็นเซอรช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC)
  • ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) 
  • ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system)
  • กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง
  • อุปกรณ์ปะยางแบบฉุกเฉิน TIREFIT

ที่มา car.boxzaracing.com

อ่านต่อ majles8.com

สนับสนุนบทความโดย slotxo slotxo ufabet